2007/Jul/26

สืบเนื่องมาจากการได้ไปอ่านกระทู้ที่ทางหนังเรื่องตั๊ดสู้ฟุตออกมายอมรับว่ามีคำหยาบในตลก
สืบเนื่องมาจากกระทู้ที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมไปบ่นดีเจในรายการหนึ่งว่าใช้คำหยาบไม่เหมาะสม

ก็จริงๆเหมือนจะไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เรื่องเดิมๆ แต่พอดีว่าไปสะกิดใจกับคอมเม้นต์เข้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและไม่ยอมรับความจริงกัน (คงไม่ต้องบอกล่ะนะว่าเวปไหน)

ไม่ชอบก็ไม่ต้องดู ไม่ชอบก็ไม่ต้องฟัง ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้ประโยคคำพูดแบบไม่รับผิดชอบเช่นนี้เยอะแยะครับ...
จริงๆผมว่าเด็กบางคนสมัยนี้นอกจากไม่รู้จักยอมรับผิดแล้ว ยังไม่รู้จักแยกแยะอะไรใช่ไม่ใช่ด้วยล่ะนะ

ไอ้ประเด็นคำหยาบในหนังละคร หนังสือ บทความนิตยสารนี่เห็นวิจารณ์กันมานักต่อนักแล้ว ส่วนใหญ่ตัวผู้นำเสนอมักจะรู้ตัวและยอมรับคำติติงกัน แต่แย่หน่อยที่มีเด็กบางคนมาตีน้ำให้ขุ่นด้วยคำประชดประชันแบบนี้ทำให้ภาพลักษณ์เลวร้ายกว่าเดิม
ก่อนที่จะประชดแบบนั้นก็ต้องถามก่อนว่าแยกระหว่างเรื่องที่ลับกับเรื่องสาธารณะเป็นไหม?

พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าตัวผมไม่พูดคำหยาบหรอกนะ พวกคำมึงกูอะไรเทือกนี้ผมก็พูดเหมือนกัน แต่ก็พูดกับเพื่อนสนิทเท่านั้นล่ะ แน่นอนว่าพูดกับผู้ใหญ่ คนทั่วไปสาธารณะก็จะใช้คำที่เบาลงอีกลักษณะหนึ่ง
สิ่งพวกนี้มีกันได้แต่ต้องถามว่ามันถูกกาลเทศะไหม?
ต้องเข้าใจว่าเส้นแบบเขตระหว่างคนตรงกับปากหมานั้นบางแค่เอื้อมครับ สิ่งที่ชี้วัดว่าคนๆนั้นเป็นคนพูดตรงขวานผ่าซากหรือไม่นั้นก็คือกาลเทศะครับ

ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบเหมือนกันที่มีการพูดจาหยาบคายออกที่สาธารณะ สังเกตว่าคนสมัยนี้ค่อนข้างใช้ภาษารุนแรง ไม่ต้องให้พูดถึงเกมออนไลน์ที่มีเกรียนจำนวนมากโลดแล่นเลย นักเลงคีย์บอร์ดเยอะมากจริงๆ
ไอ้ที่ว่าไม่หยาบแล้วไม่ขำน่ะก็มีส่วนครับเพราะคำหยาบมันบาดลึกไปในใจแต่ละคนแล้ว แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะใช้คำหยาบสำหรับทุกคำพูดแม้กระทั่งคำทัก อีเหี้ย ไอ้ควาย อีสัดพวกนี้ ไม่ทราบว่าขำกันตรงไหน? ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ขำล่ะ คำหยาบแล้วขำน่ะลึกๆแล้วผมว่ามันสะท้อนความดิบในใจเราเหมือนกันนะครับ
ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องประเด็นการดูถูกกันเท่าไหร่ เดี๋ยวจะยาว ตัดข้ามมาที่ตัวอย่างดีกว่า ขอยืนยันว่าตลกจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องหยาบก็ขำได้ ป๋าต๊อกเองก็เคยปั้นตลกแล้วสอนให้ไม่หยาบกัน ชวนชื่นคาเฟ่ที่ออก TITV ก็เป็นตัวอย่างที่งามโดยการณรงค์เล่นตลกแบบไม่ใช้คำหยาบ และผมก็เห็นว่าขำดีนะ
ตัวอย่างรายการวิทยุดีๆก็อย่างช็อคเอฟเอ็มของดีเจป๋องครับ ชื่นชมเจ้าตัวมากที่รณรงค์ไม่ใช้คำหยาบ ขนาดเวลาเล่ายังแทบไม่มีใครใช้มึงกูเลย ถ้าจะมีใครใช้คนเล่ามักออกตัวขอโทษก่อนใช้ด้วยซ้ำ ซึ่งการได้ฟังรายการผีแบบนี้ก็ทำให้ผมเข้าใจว่าแม้แต่เรื่องเล่าสยองขวัญไม่จำเป็นต้องหยาบมันก็น่ากลัวได้ อยู่ที่ลูกเล่นการนำเสนอของผู้เล่าและเสียงประกอบมากกว่า
ทอร์คโชว์อย่างเดี่ยวไมโครโฟนของโน๊ตอุดมก็มีเหมือนกันที่เล่าเรื่องโดยมีภาษามึงกู แต่ก็แค่ในเรื่อง พอเล่าจบแล้วหันมาเล่นกับผู้ชมก็ใช้คุณ ท่าน ผม ต่อผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร
แม้แต่นิยายเองก็เคยมีการตั้งกระทู้ถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องใช้คำหยาบ คำตอบก็คือไม่ซะเสมอไปครับ พวกนี้มีลูกเล่นอีกเยอะ ถ้าไม่ใช่แนวสะท้อนสังคมหรือนำเสนอเรื่องจริง ใช้คำเลี่ยงคือเน้นบรรยายบุคลิกตัวผู้พูดก็แทนได้เยอะ

อันที่จริงแล้วมี ความเห็นหนึ่งกล่าวว่าอย่ามาว่าแต่หนังไทยนะ หนังฝรั่งก็มีพูดเหมือนกัน อันนี้ไม่เถียงครับ แต่ภาษาเขาก็หลายความหมายนะครับ ถ้าแปลมาเป็นภาษาไทยให้ถูกก็ยิ่งไม่ต้องห่วง
ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเรื่องแบล็ค ฮว็อค ดาวน์ หนังสงครามที่ผมชอบมากๆเรื่องหนึ่ง... เรื่องนี้ถ้าฟังแบบหนังซับจะเห็นมี ฟัค ทั้งเรื่องเลยครับ แต่เป็นในรูปแบบการอุทานมากกว่าซึ่งพอเป็นซับหรือแปลไทยก็จะเลี่ยงมาใช้คำที่เบาลงอย่าง ไอ้บ้า ไอ้เวร บรรลัย มากกว่าที่จะเป็นคำว่าไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ชิบหาย จันไร แบบโจ่งแจ้งในหนังไทยบางเรื่อง
ผมไม่เคยเจอนะหนังฝรั่งที่แปลฟัคว่าไอ้ควยน่ะ ไม่เคยจริงๆ แต่สำหรับมุกตลกในประเทศน่ะเจอประจำเลย หนังก็ออกไปในทางใกล้เคียงที่ระดับความรุนแรงนี้ก็เยอะ

คงปฎิเสธไม่ได้ว่าโลกเปลี่ยน
สมัยผมยังเด็กหนังวัยรุ่นแสบๆยังใช้เรา นายอยู่เลย แต่บทร้ายมันก็ร้ายจริงๆนะ ไม่ต้องใช้คำหยาบผมดูแล้วยังเกลียดคาแรกเตอร์นั้นเลย
ก็อย่างว่ายุคสมัยเปลี่ยน มีการเปิดเผยมากขึ้น คำพวกนี้เลยระบาด ไปทุกวงการหัวระแหง จนเป็นที่มาของการเลี่ยงบาลีว่าไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่ง
ต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งที่ผ่านช่องทางที่เรียกว่า 'สื่อ' นั้นล้วนมีผลกระทบต่อสังคมทั้งนั้น

อย่างว่าล่ะครับกาลเทศะนั้นสำคัญ คำหยาบไม่ใช่ว่าไม่มีไม่ได้เลย มีน่ะได้แต่ควรใช้ให้ถูกที่ แล้วไม่ใช่ว่าใช้กันทั้งเรื่อง นึกแล้วสงสารตลกยุคแรกๆที่ถูกเรียกว่าจำอวดหน่อยก็ดีนะครับ ท่านที่เสียไปคงเสียใจไม่น้อยที่มุกตลกคลาสสิกปัจจุบันเกิดจากคำหยาบที่พวกเขาพยายามไม่ใช้กัน
แต่ก็ต้องขอชมตลกหลายคณะและดีเจหลายท่านที่มีส่วนช่วยรณรงค์ให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปในทางที่ควรจะเป็น สังคมไทยควรมีกาลเทศะและสัมมาคารวะครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบตลกคณะโน๊ตเชิญยิ้มเป็นพิเศษ ผมมีเทปเป็นช่วงๆก็เห็นพัฒนาการตั้งแต่ยุคแรกๆ(ยังหนุ่ม) ยุคกลางๆ ยันยุคปลาย แม้กระทั่งทำรายการโทรทัศน์
ตลกพรสวรรค์คนนี้มีหลายคาแรกเตอร์มากครับ (อย่างไรก็ตามผมขอตัดประเด็นพิธีกรออกนะครับเพราะคุณโน๊ตนั้นเป็นพิธีกรหรือกรรมการตัดสิน(ตีสิบ) ที่ยิงมุกตลกออกทีวีได้ค่อนข้างฮาและสุภาพคนหนึ่งครับ ประเด็นคำหยาบนั้นขอพูดถึงแต่ตอนแสดงตลกนอกจอแทน...)
โดยส่วนตัวผมมองในการแสดงตลกตามร้านอารหารนั้นก็ถือว่าเขาเป็นตลกคำหยาบคนหนึ่งเหมือนกันในยุคหลังๆ แต่คำหยาบสำหรับตลกนั้นผมว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะต้องมองว่าตลกเล่นที่ไหน? คำตอบคือคาเฟ่ แล้วคาเฟ่ใครไปดู? ก็ผู้ใหญ่มีเงินจ่ายค่าอาหาร และแน่นอนว่าถ้าผู้ใหญ่รู้เรื่องมาดูกันเยอะก็ไม่มีปัญหาเรื่องคำพวกนี้(แม้จะมีลูกเด็กเล็กแดงมาบ้างก็น้อยล่ะ) หากจะเป็นการพูดเพื่อเน้นอารมณ์การนำเสนอก็คงไม่ผิด ประเด็นนี้ล่ะที่จะอ้างว่าไม่ชอบก็ไม่ต้องดูก็ได้ เพราะไม่ใช่ที่สาธารณะ เป็นที่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าไป แล้วส่วนใหญ่เด็กเขาวนชนไม่เข้า
ประเด็นไม่ใช่แค่นี้ครับ การอัดวีดีโอของตลกบางครั้ง ถ้าคุณเป็นคนชอบดูตลก จะเจอซีนหลุดๆเหมือนกันที่ตลกจะแซวๆว่า 'ดูด' ออกทีนะ ดูดที่ว่าก็คือการเซนเซอร์คำหยาบครับ วีซีดียุคหลังนี้ก็มีเหมือนกันที่เอาวีดีโอมาอัดลงแผ่น แล้วบางมุกก็โดนดูดจริงๆครับ

เห็นไหมล่ะครับไม่ใช่ว่าเขาไม่รับผิดชอบนะ คนกระทำเขารับผิดชอบ แต่น่าเสียดายที่เด็กบางคนกลับเห็นผิดเป็นชอบแล้วเถียงด้วยเหตุผลที่เรียกได้ว่าคนละเรื่องกันเลย

คำหยาบนั้นไม่ใช่สิ่งผิด ไม่ผิดกฎหมายหากไม่เอาไปว่าใครหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ในแง่ของการพูดคำหยาบผ่านสื่อแม้ไม่มีผลกระทบโดยตรง แต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมที่จะไปฟอกจิตใจของเด็กๆที่กำลังเรียนรู้ให้ดำมืดได้โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว ว่าก็ว่าเถอะนะหัวอกพ่อแม่ร้อยทั้งร้อยก็อยากให้ลูกสุภาพเรียบร้อยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากให้ลูกตัวเองพูดมึงกูไอ้เหี้ยไอ้สัตว์ผ่านหน้าผ่านตากันหรอก

สรุปคือสิ่งใดๆที่เข้าสู่สาธารณะมีคนจับต้องได้ทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แล้วจะมีผลกระทบใดๆต่อผู้คนแล้ว... ทุกสิ่งทุกคำพูดทุกการแสดงออกล้วนต้องมีความรับผิดชอบในตัวครับ บ้านเมืองนี้ไม่ได้มีกันอยู่กลุ่มเดียว แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มคน หลายเพศ หลายวัย กาลเทศะคือสิ่งสำคัญ
ฉะนั้นการอ้างว่าไม่ชอบไม่ต้องฟัง ไม่ชอบไม่ต้องดูนี่คือการพูดแบบหนีความจริงไม่รับผิดชอบครับ ถ้าอยากจะหยาบก็เชิญหยาบแต่ในกลุ่มกันเองไปเถอะ ไม่ต้องเอามาปาเปื้อนให้คนอื่นๆครับ

เพราะจริงๆแล้วไม่ต้องให้ว่าไม่ชอบไม่ต้องฟังหรอก ผมเองก็ไม่ได้อยากจะฟังมันให้เป็นเสนียดหูนักหรอก แต่บางครั้งอยู่ดีๆของมันกระแทกมาเองนี่หว่า ไม่ขอบ่นแสดงสิทธิ์ก็ไม่ได้ซะล่ะมั้ง...


edit @ 2007/07/26 15:02:20

2007/Jul/07

Man City
-------------------------------------

ในที่สุดคุณทักษิณก็กวาดหุ้นได้ 75% แล้วเป็นเจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนั้นยังได้ดึงสเวน โกราน อิริกสันมาเป็นผู้จัดการได้ในเวลาเดียวกัน

พูดถึงการซื้อหุ้นแมนซิตี้แล้ว เรื่องการตรวจสอบของคตส. ช่างหัวมันไปก่อนนะครับ อย่างไรแล้วผมเชื่อหลักสากลมากกว่าหลักมั่วในบ้านเรา ถ้าทางอังกฤษและ FA ให้ผ่านจริงปัญหาค้างคาคงได้ข้อสรุป หากจะดื้อแพ่งต่อไปใครจะเสียก็รู้กันอยู่

เดี๋ยวจะมีคนจับผิดว่ายังงั้นยังงี้เอา ก็ขอชิงออกตัวไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยละกันว่าผมเชียร์รัฐบาลทรท. ต่อต้านรัฐประหาร และเชียร์ทีมลิเวอร์พูล
ต่อให้แมนซิตี้เป็นทีมเมืองเดียวกับแมนยูก็ใช่ว่าผมจะชื่นชมแมนซิตี้เพราะเอาไว้บลัฟแมนยูหรืออะไรนะครับ หากรู้จักผมแล้วเข้าใจว่านิสัยประเภทเชียร์บอลแล้วขอให้ได้ด่าได้แซวไม่ใช่นิสัยผม

เอาล่ะก่อนที่จะเข้าประเด็นสำคัญขอทำความเข้าใจกันก่อนว่าสำหรับบทความที่จะเขียนต่อไปข้างล่างนี้ผมขอตัดประเด็นการเมืองแล้วมาพูดจาประสาบอลกันดีกว่าครับ แนวนี้ผมถนัดกว่าเยอะแถมพูดแล้วสบายใจด้วย
ฉะนั้นหากมองในแง่การกีฬาแล้วแล้วตอนนี้ให้ถือว่ามีเราคนไทยได้เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีคแล้วก็ละกัน ว่าแล้วก็เริ่มเปิดประเด็นกันเลย

ก่อนอื่นเรามารู้จักทีมแมนเชสเตอร์ซีตี้แบบคร่าวๆกัน
แมนเชสเตอร์ซิตี้มีชื่อเต็มว่า Manchester City Football Club ชื่อเล่นว่า The Citizens or The Blues
สำหรับเมืองไทยแล้วจะเรียกสั้นๆว่าแมนซิตี้ สื่อบางคนเรียกแม้วซิตี้ แต่ภาษาบอลไทยแล้วจะคุ้นกับฉายาว่า เรือใบสีฟ้า มากกว่าครับ


ตราสโมสรปัจจุบันเป็นรูปอินทรีย์มีเรือใบตรงกลาง แต่เราก็ยังคุ้นเคยกับชื่อเดิมว่าเรือใบมากกว่าครับ

แมนเชสเตอร์ซิตี้ก่อตั้งเมื่อปี 1880 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
เห็นชื่อเมืองที่ตั้งก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคู่แข่งตัวฉกาจประจำทีมคือทีมอะไร...

แมนซิตี้มีสนามฟุตบอลที่ค่อนข้างใหญ่ ความจุประมาณ 47,726 คนครับ มากกว่าแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลเสียอีก

แต่พูดสนามแล้วแมนซิตี้กำลังประสบปัญหาเรื่องแฟนบอลถอดถอยครับ เนื่องจากผลงานปีนี้ดร็อปลงไปมากเลย แล้วสโมสรยังเป็นหนี้อีกก้อนเบ้อเริ่ม
ฉะนั้นแล้วการเข้ามาเทคโอเวอร์ของคุณทักษิณจึงเป็นช่วงจังหวะเปลี่ยนถ่ายเลือดที่เหมาะเหม็งมาก เพราะในสายตาของต่างชาติแล้วเขามองอดีตนายกไทยว่าเป็นคนที่บริหารเก่งและเชื่อว่าจะจัดการกับระบบทีมให้ดีขึ้นได้
ความเชื่อมั่นค่อนข้างไปทางเชิงบวกครับ เพราะทันทีที่มีข่าวว่าเก้าอี้ผู้บริหารกำลังเปลี่ยนมือจากจอห์น วอร์เดิ้ลไปทางคุณทักษิณแล้วยอดตั๋วประจำปีก็ขายได้มากขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง และเชื่อว่าจะมากกว่านี้หากทุกอย่างเดินไปทางบวก

ถ้าพูดถึงความดังและระดับฝีมือของแมนเชสเตอร์ซิตี้แล้ว ก็คงอยู่ในระดับกลางๆไม่ดีและก็ไม่แย่
นี่ถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณทักษิณเลือกจะเข้ามาคุมสโมสรนี้ เพราะความกดดันน้อยและใช้ทุนในการซื้อไม่มากนัก และได้ความท้าทายในการไต่อันดับ
ผิดกับการเทคของสโมสรใหญ่ๆอย่างมัลคอม เกเซอร์ที่ซื้อแมนยู จอร์จ ยิลเล็ตและทอม ฮิคที่ซื้อลิเวอร์พูล หรือแม้แต่อับราฮัมโมวิชที่ซื้อเชลซี กลุ่มคนเหล่านี้นอกจากต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อมโสสรแล้วยังต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากแฟนบอลมหาศาลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายแรกที่ต้องทำทีมเพื่อแข่งกับเชลซี

พูดถึงนักเตะในทีมแมนซิตี้... ถ้าจะไล่ให้หมดทุกคนก็คงเปลืองเนื้อที่ ก็ขอหยิบจับนักเตะกำลังหลักๆมาดูละกัน
น่าเสียดายที่ดาวเล่นจอมดุอย่างโจอี้ บาร์ตันย้ายไปแล้วไม่งั้นคงหยิบไปมาเป็นรายแรก งั้นก็ข้ามไปเลยละกัน แมนซิตี้นั้นมีดาวรุ่งแผงหลังดังๆอย่างไมก้าห์ ริชาร์ด ครับ หมอนี่เป็นแผงหลังที่ดีเอาเรื่องคนหนึ่งเลยมีข่าวว่าทีมยักษ์ใหญ่ในลีคด้วยกันเล็งๆอยู่ แม้แต่ริชาร์ด ดันน์ที่รับหน้าที่เป็นกัปตันทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิงแบ็คอีกคนที่เชื่อว่าหลายท่านรู้จักกันดีก็คือ ซุน จี ไฮ่ เป็นนักเตะเอเชียอีกคนที่ไปสร้างผลงานในเวทียุโรปได้
แผงกลางที่ขึ้นชื่อก็ยังมีอีกมากหลายอย่างเช่น อุสมาเน่ ดาโบ , สตีเฟน ไอร์แลนด์ หรือนักเตะเก่าลิเวอร์พูลเครดิตแชมป์UCL อย่างดิทม่าร์ ฮามันน์
แต่ที่ดังที่สุดสำหรับแมนซิตี้แล้วคงไม่พ้นแผงหน้าที่เอ่ยชื่อมาแล้วคนที่ดูบอลในพรีเมียร์น่าจะรู้จักกันหมดไล่มาเลยตั้งแต่เอมิล เอมเพงซ่า , ดาริอุส วาสเซล , พอล ดิ๊กคอฟ , จอร์จอร์จ ซามาราส และเบอร์นาโต้ คอราดี้... เครดิตติดทีมชาติกันเกือบทั้งนั้นล่ะครับทีมชุดนี้

หากมองในแง่ของขุมกำลังที่อยู่ในเวลานี้แล้ว แม้อาจไม่ดีพอที่จะลุ้นพื้นที่ UCL แต่ก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับพื้นที่ยูฟ่าคัพนะครับ ซึ่งก็เคยเกือบทำสำเร็จมาแล้วในปี 2005 น่าเสียดายที่ไปพลาดก้าวสุดท้ายไป
แต่ทว่าปี 2006-2007 กลับเป็นยุคตกต่ำของแมนซิตี้ ปัญหารุมเร้าทั้งเรื่องภายในและภายนอก นักเตะฟอร์มตก อะไรพวกนี้ก็ทำให้ผลงานดาว์นลงมาอย่างแรงจนหวุดหวิดจะไปคลุกฝุ่นในโซนตกชั้นอยู่หลายที ยังดีที่มาติดเครื่องเอาตัวรอดได้ช่วงท้ายฤดูกาล

และแน่นอนว่าเมื่อจบฤดูการผลงานรวมไม่ดี ซ้ำผลงานในบ้านยังแย่หนักขนาดสื่อยังแซวว่ายิงประตูได้น้อยที่สุดไม่คุ้มค่าตั๋วในพรีเมียร์... ผลงานไม่ถูกใจทั้งผู้บริหารและแฟนบอลแบบนี้ผู้จัดการทีมย่อมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (ยังกะบอลทีมชาติไทยเลยเนอะ) ที่สุดแล้วสจ๊วต เพียร์สก็ถูกอัปเปหิไป

ตอนนั้นแมนซิตี้แกว่งน่าดูครับนอกจากไม่มีผู้จัดการแล้วยังมีข่าวเรื่องจะมีคนเทคโอเวอร์อีก
ความไม่เป็นหลักแหล่งทั้งหลายอย่างทำให้แฟนบอลไม่มั่นใจกับอนาคตของสโมสร ซ้ำร้ายโจอี้ บาร์ตันนักเตะตัวสำคัญย้ายหนีสโมสร (จริงๆก็ทำตัวเองส่วนหนึ่งด้วยล่ะ)

เมฆดำปกคลุมสโมสรแห่งนี้จนกระทั่งเริ่มมาฟ้าใสเมื่อทุกอย่างคลี่คลายเมื่อคุณทักษิณเริ่มกวาดหุ้นได้มากขึ้นมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นผู้บริหารคนใหม่ และข่าวผู้จัดการที่จะมาคุมหลายคนก็ค่อนข้างเป็นคลาส B ถึงคลาส A เลยทีเดียว
และในวันนี้เก้าอี้ประธานสโมสรก็เปลี่ยนมือมาเป็นของคุณทักษิณ ชินวัตรโดยสมบูรณ์พร้อมกับประกาศชื่อผู้จัดการทีมที่รู้จักกันดีอย่าง สเวน โกราน อิริสัน!!

อืม... สำหรับฝีมือการบริหารคุณทักษิณคงไม่ต้องบรรยายล่ะมั้งครับ ธุรกิจของเขาที่เห็นๆอยู่ก็แสดงถึงความสามารถในการบริหารดีแล้ว
เรามามองกันที่ ผจก. ทีมกันดีกว่า...


สำหรับคนดูพรีเมียร์ เชื่อว่าทุกคนรู้จัก อิริกสัน กุนซือชาวสวีเดนคนนี้กันดี... ก่อนที่จะมาคุมทีมแบนซิตี้ผู้จัดการเถิกรายนี้เคยคุมทีมทีมชาติอังกฤษมาก่อน ผลงานโดยรวมถือว่าดีนะครับวัดกันแบบถัวเฉลี่ยแล้วถือว่าดีกว่าผจก.ที่คุมทีมชาติอังกฤษมาด้วยซ้ำ หากจะแพ้ก็มักแพ้ทีมใหญ่ๆด้วยกันอย่างพวกบราซิล โปรตุเกส อะไรทำนองนี้
แต่ทำไมถึงถูกคนต่อต้าน เหตุผลนั่นก็เพราะแผนการเล่นของเขาค่อนข้างรัดกุมและไม่เร้าใจ อังกฤษชนะได้แต่ก็แบบไม่เอนเตอร์เทนคนดูสักเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อเทียบว่าอังกฤษยุคนี้ค่อนข้างมีนักเตะระดับโลกอย่างรูนี่ส์ , เจอร์ราร์ด , แลมพาร์ด , โจโคล , เฟอร์ดินานด์ , เทอร์รี่ , เลนนอน , เคร้าซ์ , คาราเกอร์ , แอชลี่ โคล , ฮากริฟ , เบ็คแค่ม กระทั่งไมเคิ่ล โอเวน เรียกได้ว่าแรงทุกตำแหน่ง... แต่ผลงานโดยรวมกลับไม่โดดเด่นอย่างที่เห็น ซึ่งบางทีการที่เขาเน้นลองแผนมากกว่าเซอร์วิสแฟนบอลก็เป็นผลเสียครับ มีบางนัดที่เป็นแมชต์กระชับมิตรอิริคสันคนนี้กล้าเปลี่ยนนักเตะยกทีมในครึ่งหลังเพื่อลองตัวนักเตะก็มีมาแล้วนะครับ ธรรมดาที่ไหนนั่น

ในแง่ของทีมชาติอิริกสันอาจไม่โดดเด่นพอ แต่ถ้าเป็นในแง่ของสโมสรถือว่าอิริกสันสุดยอดมากเลยครับ สร้างความสำเร็จแก่สโมสรนับครั้งไม่ถ้วนล่ะครับ
ไล่มาก็เช่นนำทีมโกเธนเบิร์กในสวีเดนคว้าแชมป์ทั้งบอลลีคบอลถ้วย ซิวยูฟ่าคัพได้ในปี 82... ครั้นพอย้ายมาทีมเบนฟีก้า อิริสันคนนี้ก็พาเบนฟิก้าคว้าแชมป์ลีคโปรเกตุอีก ซ้ำยังพาทีมไปซิวยูฟ่าคัพในปี83...
หลังจากนั้นอิริสันก็ได้ความท้าทายใหม่กับทีมในกัลโซ่อย่างทีมโรม่า ซึ่งเขาก็ได้แชมป์บอลถ้วยในปี 86... จากนั้นอิริสันก็ย้ายไปคุมทีมฟิออเรนติน่า แต่ไม่มีรางวัลโทรฟีติดมือจนกระทั่ง... ย้ายกลับมาคุมทีมเบนฟีก้าเจ้าเก่าแล้วก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังเมื่อสอยทั้งแชมป์บอลถ้วยและบอลลีคได้... ปี 92 อิริสันก็กลับมาอิตาลีอีกครั้งกับทีมซามโดเรียและก็คว้าถ้วยได้สำเร็จ...

แต่ที่สุดแล้วอิริสันมามีชื่อกระฉ่อนที่สุดเมื่อมาคุมทีมอินทรีฟ้าขาว ลาซิโอ!
เมื่อเขาคว้าถ้วยได้เป็นดอบกำตั้งแต่บอลถ้วยปี 1998 2000 อิตาเลียนซุเปอร์คัพปี 1998 ยูฟ่าคัพวินเนอร์คัพปี 1999 ยูฟ่าซูเปอร์คัพวินเนอร์ปี 1999
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแชมป์ลีคที่แฟนทีมลาซิโอ้เฝ้ารอมานาน สคูเด็ตโต้ปี 2000

จากนั้นอิริสันก็ได้ถูกทาบทามให้มาคุมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดของเขาก็คือ...
ปี 2002 บอลโลกที่ญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นเจ้าภาพร่วม อังกฤษทะลุเข้าสู่รอบ 8 สุดท้าย แต่ก็มาได้แค่นี้เมื่อเจอทีเด็ดฟรีคิกส์ของโรนัลดิญโญ่แห่งบราซิลสอยแพ้กลับมา 1-2
ปี 2004 เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการยูโรเปี้ยนคัพ แต่ก็ตกรอบด้วยความพ่ายแพ้ในจุดโทษต่อทีมโปรตุเกส
ปี 2006 บอลโลกที่เยอรมนี อังกฤษสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยเจอกับทีมโปรตุเกส แต่สุดท้ายก็แพ้จุดโทษเช่นเดิม ท่าทางอิริกสันจะแพ้ทางทีมฝอยทองเหมือนเช่นกับที่อังกฤษแพ้ทางการยิงจุดโทษ (กระทั่งทีมเยาวชนยังแพ้ฮอลแลนด์ด้วยจุดโทษเลย ท่าทางจะอาการหนักนะเนี่ย)

จะเห็นว่าอิริสันคุมทีมได้ค่อนข้างไปไกลนะครับ แต่ถึงกระนั้นอิริกสันถูกโจมตีอย่างหนักสมัยคุมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งบางทีผมก็มองสื่อเขาว่าบ้าไม่แพ้สื่อบ้านเรา
อันที่จริงอังกฤษก็มีความชาตินิยมอยู่ไม่น้อยการที่กุนซือสาวสวีเดนคนนี้มาคุมทีมได้ก็ถือว่าเกินความตาดหมายแล้วล่ะ แต่อย่างว่าของนอกมักถูกอคติ พอไม่ได้ดั่งใจก็เลยถูกเล่นงานทุกวิถีทางเพื่อให้ลาออก
แล้วตอนนั้นแม็คลาเรนกำลังบูมสุดขีดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในถ้วยยูฟ่าคัพ ก็หลงระเริงคิดว่าจะสร้างบอลแบบใหม่ที่ดีกว่าอิริกสันได้ ก็เลยพยายามกดดันทุกวิถีทาง
พูดไปแล้วผมสงสารอิริกสันจริงๆ ถูกเล่นงานกระทั่งประเด็นชู้สาวซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับผลงานเลยสักนิด แล้วที่แสบกว่าคือหญิงสาวที่ชื่อฟาเรียนั่นก็มีความสัมพันธ์กับคนในสมาคมฟุตบอลอังกฤษด้วยนี่สิ เอาล่ะหวาแฉไปแฉมาสุดท้ายโดนคอจนต้องมีบางคนในสมาคมลาออก... ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวแท้ๆ

เมื่อกระแสกดดันมากเข้า ที่สุดแล้วอิริสันก็ตัดสินใจประกาศลาออกหลังจบบอลโลกปี 2006 ไม่ว่าผลงานจะออกมาดีหรือร้ายก็ตาม
เฮ้อ... ถึงตอนนี้ผมชักอยากสมน้ำหน้าสื่ออังกฤษแล้วสิ เมื่อแม็คราเลนมาคุมแล้วไม่ได้ดีไปกว่าอีริกสันเลย ซ้ำร้ายครับแย่ลงฮวบๆเลย จะได้ไปบอลยูโรปี 2008 หรือเปล่ายังไม่รู้เลยครับ ลูกผีลูกคน... สมน้ำหน้าอีกครั้งมัวแต่หน้ามืดโหนกระแสไม่ดูความเป็นจริง เกลียดปลาไหลซดน้ำแกง สุดท้ายความจริงปรากฎแฟนบอลก็โห่ไล่แม็คราเลนหนักกว่าอิริกสันอีกแน่ะ... ดันกันดีนัก ซวยไปละกัน

หมดบอลโลกไปอิริสันก็ลาออกไปตามที่กล่าวไว้ และเขาก็ถือโอกาสพักผ่อนว่างงานจนกระทั่งมาถึงวันนี้เอง ที่เขากลับมาคุมทีมสโมสนอีกครั้งภายใต้บอร์ดบริหารใหม่ ความท้าทายใหม่

สำหรับผู้จัดการทีมแล้วสิ่งหลักๆที่ต้องการก็คืออิสระในการคุมทีม เงินทุน และ ระยะเวลาในการปรับตัวครับ ตัวอย่างที่ดีที่เห็นชัดที่สุดก็แมนยูนั่นไงครับ อาร์เซน่อลอีกทีมหนึ่ง มีการวางระบบทีมเป็นอย่างดีกระทั่งเยาวชนที่ขึ้นมาทดแทนดูเป็นรูปร่างมาก
กระทั่งเชลซีที่ได้มูริญโญ่มาคุม สองปีแรกที่ได้อิสระก็ทำทีมผงาดโดยไร้คู่ต่อกรเลย แต่ทว่าปีล่าสุดโดนแทรกแซงหนักมากครับทั้งซื้อตัวมาโดยไม่ปรึกษาและบังคับให้ส่งลง โดนกดดันจากบุคคลบางกลุ่มขนาดที่จะใช้ตัวเด็กเยาวชนขออนุญาตฝ่ายเยาวชนก่อนทั้งที่ตัวเองเป็นผู้จัดการทีมที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ลงเจอเข้าไปแบบนี้ผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะครับ... ก็เสียแชมป์ให้แมนยูน่ะสิ แชมป์เปี้ยนลีคก็ตกรอบ...

สำหรับอิริกสันแล้วผมมองว่าเขามีอนาคตไกลน่ะครับ อย่างน้อยการคุมทีมชาติอังกฤษก็น่าจะทำให้เขาคุ้นเคยกับสไตล์บอลพรีเมียร์ลีคเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าแกชอบไปดูบอลในรายการพรีเมียร์บ่อยมากครับ นัดไหนตัวอังกฤษลงเยอะ นัดนั้นกล้องมักซูมไปที่สเตเดี้ยมแล้วก็มักพบกุนซือหัวเถิกผู้นี้นั่งอยู่เสมอ เรียกได้ว่าขยันทำการบ้านมาก
นอกจากนี้อิริกสันเป็นคนที่มีจิตวิทยาในการคุมทีมและใช้คนมาก หากจะลองไล่ชื่อนักเตะทีมลาซิโอยุคที่อิริกสันคุมแล้วไปคว้าแชมป์ก็เจอสตาร์ดังๆมากนับสิบเลยนะครับ อาทิเช่น
ซิโมเน่ อินซากี้ , ฮวน เซบาสเตียน เวอร่อน , เฮอร์นัน เครสโป , เคราดิโอ โรเปส , มาเซลโล่ ซาลาส , คริสเตียน วีเอรี่ , อเลน บ็อกซิก , พาเวล เน็ดเว็ต , คาเรล โพโบลสกี้ , เดยัน สแตนโกวิช , ดาร์โก โควาเซวิช , เฟอร์นันโด คูโต้ , อาร์รอน วินเธอร์ , อเล็กซานโดร เนสต้า
เพียบครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองหน้าเลยล่ะดังพระกาฬทั้งนั้น

ยิ่งแมนซิตี้ชุดเยาวชนนี่น่ากลัวนะครับ ลองเช็คดูแล้วลีคเยาวชนนี่ฮอทมากขนาดขึ้นหัวตาราง ผิดกับลิเวอร์พูลเยาวชนเลย(แต่ก็ยังได้แชมป์FAล่ะ แฮ่ๆ)
ถ้าปัจจัยทั้งหลายไปกันได้ ผมว่าแมนซิตี้น่าจะผงาดได้อีกครั้งครับ อย่างน้อยปีนี้อาจไม่หวังอะไรมากเพราะเริ่มต้นช้าไปนิด แต่ถ้ายืนระยะยาวผมว่าไม่แน่ครับ อาจเทียบชั้นสเปอร์ได้ไม่ยากเลยล่ะ

สำหรับแมนซิตี้แล้วผมว่าค่อนข้างสดใสแล้วล่ะนะ ช่วงแรกอาจมีสะดุดบ้างแต่เชื่อว่าสุดท้ายเรือใบจะแล่นได้อีกครั้งครับ


ส่วนวงการฟุตบอลไทยล่ะจะได้อะไรบ้าง
อันนี้มองแบบเป็นกลางล่ะก็ การที่มีคนไทยเป็นเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีคได้ผมว่าน่าจะเป็นผลดีในหลายๆด้านนะ
การที่ผู้บริหารเป็นคนเอเชียย่อมมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการมาเปิดตลาดเอเชีย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราได้ยลโฉมหน้านักเตะและดูการแข่งขันแบบทัวร์นาเม้นต์ ลิขสิทธิ์เสื้อถูกลง และอาจได้ชมบอลพรีเมียร์มากขึ้น หากมีการจับมือกับภาคเอกชนในไทย เหมือนกับที่ BEC จับมือกับอาร์เซน่อลนั่นไงครับ มีการส่งเด็กไปฝึก มีการให้โค้ชของอาร์เซน่อลมาติว มีการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ บอลถ้วย... จำได้เลยว่าปีที่ผ่านมานี่ดูน่อลแข่งจนจุกเลยล่ะครับ...
นอกจากนี้หากมีการแลกเปลี่ยนตัวนักเตะจริง ผมว่าจะเป็นผลดีกับตัวนักเตะนะครับ ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้คุณซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เคยออกมาแฉว่าช่วงเวลาที่อยู่ทีมฮัดเดอร์ฟิลด์ในอังกฤษนั้นลำบากมากซ้ำยังโดนนายหน้าโกงอีก... เช่นนั้นแล้วผมจะดีกว่านะหากมีประธานและบอร์ดบริหารที่เป็นคนไทย อย่างน้อยเหตุการพวกนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้น... โอกาสที่นักเตะไทยจะได้ไปผงาดในเวทีระดับโลกก็มากขึ้นด้วย ดูอย่างเช่นเกาหลีกับจีนสิครับผลิตสักเตะป้อนไปทั่วยุโรปยกระดับขึ้นมาอีกโขเลย
หากทุกอย่างมันรวบลื่นจริง ไม่มีพวกขัดขา ถ่วงความเจริญ สกัดดาวรุ่ง ไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้าเกินตา สร้างเรื่องให้แย่มากกว่าดีอยู่ล่ะก็... โอกาสที่ไทยจะได้ไปบอลโลกอาจเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นก็เป็นได้นะครับ...

แต่สำหรับผมแล้วการที่มีคนไทยไปเป็นประธานสโมสรฟุตบอลในลีคที่ดังที่สุดในเวลานี้ถือว่าเป็นเรื่องดีครับ และผลสะท้อนนั้นอาจย้อนกลับมาถึงวงการฟุตบอลไทยได้ไม่มากก็น้อย แต่ตอนนี้ผมว่าผมมีทีมเชียร์เพิ่มอีกหนึ่งทีมแล้วล่ะ ฮ่าๆ

ปล. ข้อมูลค่อนข้างหนักมาก หากขาดผกตกหล่นผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
ขอขอบคุณ wikipedia มากมายครับ


edit @ 2007/07/07 02:04:31

2007/Jun/23

ใครที่เล่นเกม CM บ่อยๆน่าจะคุ้นกับคำนี้ดีนะครับ กับนักเตะที่ขึ้นตัวแดงว่า INJ แล้วก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะเจ็บไปนานแค่ไหน

ผมเองก็เพิ่งประสบกับ Injury มาเมื่อวานนี้เอง
จากบล็อคตอนล่างที่ว่าผมไปว่ายน้ำเพื่อเรียกกำลังกลับมา ครับก็หลังจากว่ายได้เกือบ 2 อาทิตย์ผมก็เริ่มมั่นใจว่ากำลังกลับในระดับหนึ่งแล้ว

ผมไปเตะบอลวันแรกที่สวนเขลางค์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ฟอร์มการเล่นถือว่าตกไปมาก ขนาดที่ล้มแล้วตะคริวขึ้นง่ายๆ แต่ก็โอเคฟอร์มโดยเฉลี่ยยังไม่เลวร้ายอะไร กล้ามเนื้อขาไม่ค่อยเข้าที่เท่าไหร่เพราะลักษณะการใช้กล้ามเนื้อจะต่างกับว่ายน้ำ

วันต่อมาหลังจากยืดเส้นแล้วผมตัดสินใจนวดขาด้วยเคาน์เตอร์เพนก่อนเล่นเพื่อให้กล้ามเนื้ออบอุ่นและตื่นตัว (ปกติผมไม่นิยมน้ำมันมวยน่ะ)
การเล่นวันนี้ถือว่าดีกว่าเมื่อวานมากเพราะเริ่มคุ้นสนามและเรียกเซ้นส์เชิงบอลกลับมาได้บ้าง จังหวะมืดก็มีบ้างแต่ก็วืดเพราะชงักในจังหวะที่ต้องระวังไม่เตะสูงไปโดนก้านคอใครเข้า

สนามที่ผมเล่นเป็นแบบที่ขาการ์ตูนเล่นกันที่สนามเป้า แต่ประตูนั้นจะเอาม้านั่งแทน โดยถ้าเตะลอดช่องว่างระหว่างขาม้านั่งได้ก็ถือว่าเข้า
ผมยืนตำแหน่งสุดท้ายที่มักเรียกกันว่าประตูเพราะเป็นตัวสุดท้ายที่เฝ้าโกล์ แต่จริงๆแล้วถ้าจะให้ถูกต้องเรียกสวีปเปอร์มากกว่าเพราะโกล์หนูใช้มือไม่ได้

พูดถึงตำแหน่งนี้แล้วจะบอกว่าทำหน้าที่น้อยก็ใช่ จะบอกว่าทำหน้าที่มากก็ใช่ ทั้งนี้ต้องขึ้นกับว่าทีมที่เล่นเปิดเกมรุกหรือรับแล้วรอสวน แต่โดยรวมแล้วเป็นตำแหน่งที่วิ่งน้อยที่สุดในสนาม
ถึงจะวิ่งน้อยที่สุดแต่ผมว่าเป็นตำแหน่งที่กดดันที่สุดในสนามครับ เพราะบอลผ่านเราไปได้นั่นก็เท่ากับว่าเสียประตูแล้วทีมแพ้ออก (ที่สนามจะมีคนเล่นเยอะประมาณ 4 ทีม ใครเสียประตูออก)

การเล่นบอลที่นี่จะมีตั้งแต่เด็กมัธยมยันถึงคนวัยทำงาน รุ่นคุณลุงก็มี ถือว่ากว้างมาก ซึ่งโดยมากจะเป็นขาบอลที่เล่นบอลกันคล่อง การต่อบอลทำชิ่งนี่เป็นรูปร่างมาก
ดังนั้นแล้วบ่อยครั้งที่บอลจะไปขึงหน้าประตู ต่อไปมาเพื่อดึงกองหลังกับโกล์(สวีปเปอร์)ให้หลุดจากตำแหน่งแล้วยิงเข้าไป

และการขึงนี่เองที่ทำให้กองหน้าของฝ่ายตรงข้ามมาออแถวหน้าประตู ในขณะที่กองหลังของเราก็ออตามไปด้วย
ตำแหน่งโกล์จะเป็นอะไรที่ถูกบังอยู่ประจำ ซึ่งเราที่อยู่ตำแหน่งนี้ก็ต้องสอดส่องให้ทันที่สำคัญคือต้องมีปฎิกริยาตอบสนองให้ไวพอที่จะเหยียดเท้าไปกันมุมประตูในกรณีที่ถูกลูกยิงแบบฉกฉวย

แล้วในจังหวะหนึ่งนั้นเอง บอลได้ถูกส่งต่อไปแบบไหลช้าไปพอดีข้อกองหน้าอีกฝ่าย
บอลเข้าข้อเท้าซัดเต็มแรงกะว่าให้พุ่งยัดเข้า แต่มันกดไม่ลงครับ บอลเล่นโด่งมาระดับลำตัว

กองหน้ามันก็แหวกกันหมดสิเพราะเห็นว่าบอลไม่เข้ากรอบ จะบังก็เจ็บเปล่า ซึ่งลงได้แหวกแบบนั้นพริบตาเดียวบอลก็พุ่งมาทางผมแล้ว ฉับพลันเกินกว่าจะได้หลบ

บอลกระแทกเข้ากับมือขวาที่กางอยู่ให้เสียงดังพิ้งชัดในหูเลย...

จากนั้นบอลก็เด้งออกไป แต่ผมก็ร้องอั๊กออกไปเองแบบกลั้นไม่อยู่ ความรู้สึกตอนนั้นมันวิ้งในหูสองข้าง หน้ามืด มือขวาชาและปวดหนักที่ข้อมือข้อแขน
จำได้ชัดว่าตอนนั้นแขนขวาห้อยลงไปเลย หัวหมุนแต่ยังไม่ล้ม กองหลังทีมเดียวกันก็หันมาถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรมากไหม ผมก็ตอบไปว่ายังไหว แค่หน้ามืดนิดหน่อย จากนั้นก็เล่นต่อ

คือจริงๆแล้วก็ไม่ได้ว่าฝืนอะไรหนักหนาหรอกครับ แต่เชื่อว่าคนที่เล่นบอลบ่อยๆน่าจะเคยเจออารมณ์นี้เหมือนกันประเภทล้มไหล่ลงพื้นบ้าง กระแทกเข่าเข้าเส้นบ้าง คือเจ็บเฉพาะจุดเดี๋ยวก็หายแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับการเล่นสักเท่าไหร่
พอหายหน้ามืดก็เล่นต่อจนจบเกมราวๆ 10นาที ไม่มีใครทำประตูได้ก็เป่ายิงฉุบหาทีมออกไป

ตอนนั้นทีมผมได้ออก ผมก็กลับมาข้างสนาม เอาน้ำล้างแขน รู้สึกว่าอาการที่เกิดขึ้นน่าจะข้อมือซ้นคือนิ้วขยับได้ข้อมือขยับได้แสดงว่ากระดูกกับข้อต่อปกติ
อย่างว่าการที่ร่างกายเราห่างสนามมานานทำให้ความทนทานลดลงไปตามเรื่อง อีกอย่างคือถ้าจังหวะนั้นผมไวกว่านี้ชักมือหลบหรือเกร็งข้อมือ อาการบาดเจ็บคงน้อยกว่านี้

หลังจากนั้นผมก็เล่นไปจนเลิกล่ะ อาการข้อมือที่ปวดตอนแรกก็หายไปแล้วแต่ก็มีปวดในจังหวะที่กระโดดแล้วสะเทือน
ปัญหาในตอนนี้คือข้อมือผมแทบงอไม่ได้เลย แล้วจะกลับบ้านยังไงล่ะ... ในเมื่อมือขวาต้องบิดคันเร่งที่แฮนด์รถมอเตอร์ไซค์...

แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องฝืนความเจ็บบิดกลับ พองอได้บ้างล่ะครับจำได้เลยว่าตอนนั้นขี่รถกลับบ้านด้วยความเร็วต่ำ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากมาถึงบ้านอาบน้ำนวดยาแล้วก็ดีขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อยนิ้วก็ยังปกติจับเม้าท์พิมพ์คอมพ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเร็วกับจังหวะการบิดข้อมือตกไปมาก เพราะบิดทีก็สะดุ้งที
แต่อาการมันก็ไม่ดีซะทีเดียว ถึงมือจะขยับได้แต่ก็ออกแรงไม่ได้ เอาเป็นว่าขนาดหมอนข้างนิ่มๆตกใส่มือยังปวดรวดร้าว

ตื่นมาอีกทีช่วงบ่าย อาการไม่ดีขึ้นมากอย่างที่คิด อย่างน้อยก็บิดลูกบิดเปิดประตูไม่ไหว จริงๆน่ะบิดได้แต่ปวดมากขนาดต้องก้มตัวเอียงไหล่ตามไปด้วยก็ตีซะว่าเปิดไม่ได้ละกัน
ตกลงก็เลยคิดว่าไปหาหมอดีกว่าวุ้ย กลัวว่ามันจะไม่ใช่แค่ซ้นแล้ว อย่างน้อยก็ขอยากลับมาก็ยังดี เล่นบอลได้ 2 วันแล้วพักยาวมันน่าเกลียด อย่างน้อยสักวันจันทร์กลับไปเตะต่อก็ยังดี

ตกตอนเย็นก็ไปหาคลีนิก ก็ดีเจอคลีนิคเปิดใหม่ใกล้ๆบ้าน เป็นหมอทางกระดูกพอดี
หมอก็ยังดูหนุ่มอยู่เลยนะ ท่าทางจะพึ่งย้ายมาโรงพยาบาลแถวนั้นแล้วเปิดคลีนิกด้วย ก็เข้าไปตรวจอาการกำมือจับนิ้วกดเส้นตามขั้นตอนไป
คุณหมอก็พูดเหมือนที่ผมคิดคือกระดูกไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาน่าจะเป็นกล้ามเนื้อเส้นเอ็นเพราะถูกกระแทกกลับอย่างแรง
จากนั้นผมก็ถูกส่งไปบำบัดที่คลีนิกข้างๆ ไม่รู้เป็นเครื่องอะไรนะแต่เขาใช้เจลทาที่แถวแผลแล้วใช้ตัวกดถูไปรอบจากนั้นก็ใช้ผ้าทับสัก 10-20 นาที
เรียบร้อยแล้วก็รับยากลับสมใจ

คุยกับหมอก็สนุกดี ดูท่าหมอจะเป็นขาฟุตบอลเหมือนกัน หมอแนะนำว่าถ้าเกิดอาการแบบนี้ไม่ว่าข้อมือหรือข้อเท้าให้หาซื้อน้ำแข็งมาเทใส่อ่างแล้วเอาจุดที่เจ็บแช่ไว้เลย ซึ่งจะเป็นการปฐนพยายาลที่ดีมากทำให้แผลหายไวขึ้นเยอะ
ก็ได้ยามากินสิบวัน แต่หมอบอกว่ากินแค่ 3 วันอาการก็ดีขึ้นแล้ว นัดไปดูอาการอีกทีวันศุกร์หน้าครับ

ก็หวังว่าจะหายภายใน 3 วันเหมือนกัน จันทร์นี้จะไปเตะบอลอีก

ปล. พอใช้มือขวาไม่ได้นี่มันลำบากจริงๆนะเนี่ย ถึงจะเป็นคนถนัดซ้ายก็เถอะ แต่จะเปิดประตู ยกแก้วน้ำยังทำแทบไม่ได้เลย
ช่วงนี้หมอบอกว่าอย่าใช้งานมือขวานัก แต่คงทำไม่ได้แฮะ เพราะไม่ได้แต่งนิยายแล้วมันจะลงแดงเอา (ฮา)