2009/Jun/03

ต้องยอมรับเลยว่าน้ำประปาและไฟฟ้าได้กลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้สำหรับยุคนี้แล้วจริงๆ
วันไหนน้ำไม่ไหล วันนั้นนรกแตก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่กำลังเข้าส้วม...

ไฟฟ้าเองก็ไม่ต่างกันเลย ผมหงุดหงิดกับเรื่องนี้มาตลอดเพราะบ้านที่อยู่นี่ไฟร่วง ไฟตก ไฟกระชากบ่อยมาก พิมพ์ๆนิยายอยู่ดีๆวูบหาย เอาพอสนุกแล้วมันก็บูทใหม่... เล่นเกมดู VCD อยู่ดีๆตกวับแล้วก็ออก ลำบากให้เราต้องมาเล่นใหม่ดูใหม่แต่แรก

มาตกกวนๆแบบนี้ บางทีผมว่าให้มันดับยาวไปเลยจะเคืองน้อยกว่าอีกนะ

แต่ถ้าจะให้พูดถึงเหตุการณ์ไฟดับที่ทำให้เซ็งจริงๆแล้วล่ะก็ คงไม่พ้นไฟดับตอนกำลังดูหนัง

ท่านผู้อ่านเคยประสบพบเจอกันเหตุการณ์ไฟดับในโรงหนังกันบ้างไหมครับ?
พบเจอมาแล้วสองรอบ...

รอบแรกจำวันที่ไม่ได้ แต่จำได้ว่าไปดูหนังเรื่อง Final Destination 3
ส่วนโรงภาพยนตร์ที่ดูก็คือ ธนาซีนีเพล็กซ์ ก็ถือว่าใหญ่ที่สุดแล้วในลำปาง (มีแค่2โรงเท่านั้นล่ะ)

ตอนนั้นผมไปซื้อตัวดูรอบหัวค่ำราวๆทุ่มกว่าได้
ตอนที่ไปนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่เห็นเมฆฝนมันครึ้มเหลือเกิน พอเข้าโรงหนังไปแล้วด้วยการวางระบบของโรงที่จะไม่ให้เสียงจากภาพยนตร์ออกไปรบกวนข้างนอก จึงทำให้เสียงจากข้างนอกเข้ามาไม่ได้เช่นกัน
ความที่เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกจึงทำให้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าฝนตกหนักแต่ไหน

ขณะที่ฝนก็ตกไป หนังฉายไปเรื่อย ผมดูไปจนถึงครึ่งเรื่อง ตอนที่พระเอกไปหาเพื่อนที่เล่นอเมริกันฟุตบอลแล้วเจอฉากหัวแบะ นั่นล่ะครับ
จู่ๆมันก็วูบไปเลย...

การที่โรงหนังมันต้องปิดไฟอยู่แล้ว เลยไม่มีใครตกใจเท่าไหร่ ผมเองก็ไม่ตกใจ เพียงแต่แปลกใจว่าทำไมมันตัดฉากอะไรแบบนั้น
แต่พอไม่ได้ยินเสียงเครื่องหมุนฟิลม์ เสียงเครื่องปรับอากาศที่นิ่งสนิทไปด้วย ก็พอเดาได้ล่ะว่า ไฟดับ...

สักพักใหญ่พนักงานก็มาแจ้งว่าไฟดับจริง พวกที่มาดูก็นั่งรอในโรงหมายว่าสักพักไฟจะมา
แต่ไม่ครับ... ฝนตกหนักและโหดกว่าที่คิดมาก ไฟดับนานเป็นชั่วโมงเลย ผลที่สุดแล้วทางออฟฟิสเลยจะยกเลิกหนังรอบนั้นไป แล้วเซ็นต์ที่ตั๋วให้เพื่อใช้ใหม่อีกหน
ก็คือไม่คืนเงินครับ แต่สามารถมาดูเรื่องเดิมได้ใหม่วันไหนเวลาไหนก็ได้

ก็เข้าใจเขาล่ะนะครับ ฟ้าฝนมันห้ามกันไม่ได้ ลมแรงๆแบบนี้หากมีอะไรไปทำสายไฟขาดสักเส้นก็เรื่องปกติ เจอมาบ่อยแล้ว
แต่ที่ไม่ค่อยชอบใจนักคือต้องไปดูหนังเรื่องเดิมอีกรอบครึ่งเรื่องนี่สิ...

ตอนนั้นเลยดู FD3 คุ้มเลย ไอ้ตอนที่รู้ว่าจะตายจะได้มองเก็บรายละเอียดชัดๆโดยไม่ต้องกลัวสะดุ้ง

แต่ให้พูดก็พูดเถอะ เสียเวลาไปดูใหม่จริงๆ แทนที่จะเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่น กลับต้องมาดูหนังซ้ำอีกรอบในเวลาที่ต่างกันไม่ถึง 24 ชม.
ที่ตลกก็คือเกือบทั้งหมดที่ดูแล้วไฟดับในวันนั้น ก็มาดูรอบเดียวกันยังกับนัดกันไว้เลย มองไปซ้ายไปบน คุ้นๆทั้งนั้น
ท่าทางจะอยู่ในอารมณ์เซ็งๆเหมือนกัน...

...................................................

นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ประสบการณ์ไฟดับในโรงหนัง
แต่ก็ไม่หมดแค่ครั้งแรกนะครับ ผมยังเจอมาอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าถามว่าไฟดับครั้งที่เซ็งที่สุดและเป็นการเซ็งอย่างต่อเนื่องด้วย ก็บอกได้เลยว่าครั้งที่กำลังจะพูดถึงนี่ล่ะครับ
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี้เอง

ช่วงก่อนหน้านี้ผมลงไปทำธุระที่กรุงเทพอยู่หลายวัน กำหนดการกลับคือวันที่ 2 นั่นล่ะครับ ผมจองตั๋วรถรอบ 3 ทุ่มไว้
ด้วยความที่ผมเสร็จกิจธุระตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว เลยตั้งใจว่าจะไปหาหนังดูฆ่าเวลาที่เซ็นจูรี่ ตรงแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ

เช็คจากรอบโรงรอบหนังที่อยากดูแล้ว ผมอยากจะมาเก็บเรื่อง Star Trek กับ Terminator 4
ตอนก่อนออกจากอพาร์ทเม้นต์เพื่อนก็คำนวนรอบกับเวลาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ทุกอย่างผิดเพี้ยนจนทำให้ผมแทบตกรถก็เพราะไฟดับนี่ล่ะ

กำหนดการที่ผมวางไว้คือมาดู Terminator รอบ 13.20 ก่อน จากนั้นก็ออกมาหาข้าวมื้อเที่ยง(หรือมื้อเย็น) แล้วไปดู Star Trek ต่อรอบ 17.30 ซึ่งบวกลบเผื่ออื่นๆแล้วน่าจะจบจริงๆเอาตอน 19.30 มีเวลาให้ผมอีก ชั่วโมงครึ่งสำหรับเดินทางไปหมอชิตแล้วหาอะไรกิน ก่อนขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน

ตอนที่เข้าโรงไปแล้วอะไรก็ดูปกติไปหมดเหมือนเวลาไปดูหนังทุกๆครั้ง คนเหล็กภาคนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่เข้าท่าเหมือนกัน ถึงฉากสงครามจะน้อยไปหน่อย แต่แอ็กชันกับเนื้อเรื่องก็ถือว่าโอเค ดูได้เรื่อยๆไม่เบื่อไม่ง่วง แม้ว่าวันนั้นผมจะได้งีบไม่ถึงชั่วโมงจนเบลอๆก็เถอะ
ผมดูไปเรื่อยจนถึงตอนที่พระเอกพระเอกบุกไปถึงสกายเน็ตได้แล้ว แล้วก็กำลังหาไคท์อยู่ จังหวะนั้นเครื่องติดตามก็ร้องถี่ขึ้นทำเอาลุ้นเลย

แล้วทุกอย่างก็มืดลงแบบดับวูบ...

ตอนแรกผมก็นึกว่าเอฟเฟคใหม่ของเรื่อง แต่ไม่ใช่ล่ะ พอไฟดับวูบแล้วไฟฉุกเฉินในโรงหนังก็สว่างโล่จากสี่มุมเหมือนเราอยู่กลางสนามกีฬาเลย
ชัดเจนแล้วล่ะครับไฟดับ... กลางเมืองกรุง...

คราวก่อนผมยังแซวเพื่อนที่อยู่แถวรามฯอยู่เลยว่าขนาดรามยังเคยไฟดับถึง 3-4 ชั่วโมงได้ ซึ่งมันไม่น่าเกิดในย่านกรุงที่คนใช้เยอะ เพราะถ้าดับนานเท่าไหร่ ผมพอจะเดาออกว่าสนง.การไฟฟ้าจะต้องรับโทรศัพท์ทั้งแจ้งทั้งด่าจนสายแทบไหม้ยังไง
หนนี้เจอกับตัวเองแล้วอึ้ง ไม่นึกว่าเซนจูรี่ที่ตั้งซะในใจกลางเมืองแถวอนุสาวรีย์ชัยฯจะดับได้ แถมดับยาวเป็นชั่วโมงด้วย ไม่รู้โรงพยาบาลแถวนั้นจะลำบากกันแค่ไหน

ตอนที่ไฟโรงหนังดับนั้นก็มีพนักงานมาแจ้งทันทีเลยว่าฝนตกหนักไฟดับ โทรไปที่การไฟฟ้า ก็บอกว่าทางนั้นก็ดับเหมือนกัน (เอาล่ะสิ)
ได้ยินเข้าเช่นนั้นคนดูทั้งหมดเลยต้องนั่งเฉยๆในโรงรอดูเผื่อว่าไฟจะกลับมาไว แต่ก็ไม่เลยครับรอแล้วรอเล่า คนออกไปเข้าห้องน้ำกลับมานั่งต่อเวียนไปเวียนมาจนเบื่อ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าไฟจะมา

ตอนที่รออยู่นั้นผมเองก็ได้ยินเสียงฝนสาดอยู่เป็นระยะ ถึงประตูจะเปิดออกก็เถอะ แต่เสียงที่หลุดเข้ามาได้ก็ถือว่าไม่น้อยเลยจริงๆ แม้จะนั่งอยู่ในโรงหนังแต่ผมก็อนุมานได้เลยว่าฝนชุดนี้ไม่เบาแน่ๆ ถึงขนาดทำให้ไฟในแถบใจเมืองกรุงต้องน็อคได้

ช่วงเวลาแห่งความน่าเบื่อ ผมนั่งอ่าน Death Note ที่เหลืออยู่ครึ่งเล่มไปจนจะหมดเล่มไฟก็ยังไม่มา
แน่นอนว่าคนเบื่อไม่ได้มีแค่ผมเท่านั้น คนอื่นก็นั่งเซ็งไม่แพ้กัน บางคนก็คุยมือถือกับเพื่อน บางคนก็หลับตารอนิ่งๆ ภายใต้ความเงียบกับแสงไฟสำรองที่ส่องสว่างเฉพาะช่วงกลางโรงหนังเท่านั้น

รอไปนานเกินครึ่งชั่วโมง ผลที่สุดแล้วพนักงานของโรงหนังก็เลยตัดสินใจประกาศยกเลิกรอบหนังรอบนี้ โดยสามารถเอาตั๋วเดิมไปขอแลกเป็นตั๋วรอบใหม่ได้
ก็เป็นมาตรการพื้นๆสำหรับโรงหนัง แต่ผมรู้สึกว่ามาตรการนี้จะทำให้เข้าเนื้อผมยังไงชอบกล เพราะผมต้องกลับลำปางด้วยรถเที่ยวสามทุ่มคืนนี้ กล่าวอีกแบบคือถ้าหกโมงเย็นแล้วยังไม่ได้ดูหนัง ตั๋วขอโทษนี้ก็ทิ้งไปได้เลย ไม่ได้ใช้แล้ว

ที่จริงก็เข้าใจโรงภาพยนตร์อยู่ เขาเองก็ไม่ได้อยากให้ไฟดับ แถมต้องเสียรอบหนังไปฟรี ตอนผมออกมามีคนมาขอคืนแลกตั๋วเป็นสามสิบถึงสี่สิบคนได้ คนออกตั๋วขออภัยนี่มือระวิงเลย

ออกจากโรงหนังก็ฝืนสังขารตัวเองทั้งที่ขาซ้ายพึ่งเป็นตะคริวตอนเตะบอลวันเสาร์ ลากขาตัวเองจากชั้นบนสุดลงมายังชั้นใต้ดิน
ห้างตอนใช้ไฟสำรองนี่อึมครึมชอบกล หลายส่วนก็ต้องปิดไปอย่างเช่นส่วนของ Top SuperMarket แต่ศูนย์อาหารก็ยังเปิดให้บริการอยู่ ผมเองก็ไม่มีที่ไปเพราะตอนนั้นยังพึ่งสี่โมงครึ่งอยู่เลย ก็เลยตั้งใจว่าจะไปนั่งแช่ที่นั้นรอเวลาไปเรื่อยๆ

ก็ไปซื้ออาหารมานั่งกินไปอ่านการ์ตูนไป
จนพักใหญ่ ห้าโมงกว่า ไฟก็กลับมาอีกครั้ง ผมเองก็ต้องชั่งใจต่อแล้วว่าจะทำยังไงต่อไป

ที่แน่ๆคือแผนเดิมเฟลไปแล้ว Star Trek พอจะดูได้อยู่ในรอบห้าโมงครึ่ง แต่อีกใจหนึ่งมันก็คาใจเรื่อง Terminator เพราะดูไปไกลมากแล้ว

ที่สุดก็ต้องลากขากลับขึ้นไปชั้น 5 เช็ครอบหนังอีกที ก็ปรากฎว่ามี Terminator แบบบรรยายไทยตอนรอบ 18.10 ซึ่งเป็นรอบที่เร็วที่สุดแล้ว ผมลังเลใจขึ้นมา...
ตอนเช็คในรอบหนังนั้นความยาวของเรื่องนี้จะตกที่ประมาณ 120 นาที ซึ่งก็หมายความว่าหนังจะจบเอาตอน 20.30 เมื่อรวมก่อนเวลาฉากบวกลบโฆษณากับตัวอย่างหนังแล้ว เป็นไปได้สูงว่ากว่าจะจบจริงจะปาไป 20.50 น. ซึ่งมันจวนเจียนเกินไป ต่อให้ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่หมอชิตเก่าได้ในช่วงเวลาสั้นๆจริง แต่กว่าจะเดินทางไปถึงขนส่งได้ก็เกินสามทุ่มแน่

ผมตัดสินใจเสี่ยงเข้าไปดู โดยมีเงื่อนไขกับตัวเองว่าถ้าสองทุ่มครึ่งแล้ว หนังยังไม่จบ ผมจะเดินออกจากโรงเอง ยังไงก็ต้องเลือกกลับบ้านไว้ก่อน ธนาลำปางเองก็มีเรื่องนี้อยู่เหมือนกันเพียงแต่เป็นแบบพากย์ไทยเท่านั้น

ยอมรับว่าเข้าโรงหนังไปแบบอาการเซ็งไม่หาย ไม่คิดว่าหนังจะฉายช้าแบบนี้ เพราะคิดว่าน่าจะมีหนังรอบไวที่ฉายก่อน 18.10 แน่
แต่ก็ไม่มีเลย คิดว่าคงมีการยกเลิกรอบนั้นไปเพื่อเคลียร์กับเตรียมพื้นที่สำหรับรอง 18.10

ตอนเข้าไปนั้นอาการง่วงก็เริ่มมากขึ้นแล้ว เพราะขาดช่วงไปแถมกินมาอิ่มอีก
อีกอย่างหนังช่วงแรกผมก็ดูมาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เลยไม่รู้จะลุ้นอะไรเลย เข้าไปถึงก็เลยเอนตัวกับเบาะแล้วหลับซะ...

ก็หลับๆตื่นๆตามจังหวะที่เสียงเอฟเฟคดัง แต่ก็ไม่ได้อะไรเพราะเหมือนแค่การงีบเท่านั้น
แต่สัมผัสผมก็ยังเชื่อถือได้แฮะ(ตั้งแต่ตอนพรายกระซิบแล้ว) นอนแบบงัวเงียไปอยู่สองสามรอบ สุดท้ายตาก็ตื่นขึ้นมาเองในตอนที่พระเอกไปบุกสกายเน็ต ทำให้ดูต่อเนื้อเรื่องที่ค้างตอนแรกได้เลย

เนื้อเรื่องช่วงท้ายเป็นอย่างที่คุยกับเพื่อน มันอัดกันอย่างเดียวจริงๆ เลยทำให้พอหายง่วงไปได้มาก
ที่น่าเจ็บใจคือจากจุดที่ไฟดับนั้น... ดูต่อไปอีกเพียงแค่ 20 นาทีหนังก็จบแล้ว...

สรุปคือตั๋วขอโทษนี้ทำให้ผมมีเวลาหลับในโรงได้ชั่วโมงครึ่ง... ก่อนที่จะมาเก็บส่วนที่เหลือ...

...................................................

ยังไม่จบแค่นั้นนะครับ...
ผลสืบเนื่องจากหนักที่เลทเวลานั้นส่งผลร้ายเอาเรื่องเลยทีเดียว

ขากลับก็เกือบซวยออกจากโรงหนังมาในเวลาที่พอได้ลุ้นคือสองทุ่มยี่สิบ มีเวลาสี่สิบนาทีในการเดินทางจากอนุสาวีรย์ชัยฯไปหมอชิตใหม่
ผมใช้วิธีเดิมที่คุ้นเคยคือต่อรถไฟฟ้าไปลงสถานีสะพานควายแล้วต่อรถอีกทอดเข้าหมอชิตใหม่ไปเลย ใช้เวลาอย่างขี้เหร่ก็ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ตอนก่อนออกมาผมก็ดูสภาพถนนจากชั้นบนของห้างฯแล้วว่าถนนค่อนข้างโล่งเพราะดึกแล้ว
แต่เอาเข้าจริงมันลวงตาผมจนเชื่อเลย เพราะพอลงจากสะพานควายมาแล้วต่อรถเมล์เข้าหมอชิตใหม่ ปรากฎว่ารถไปติดแหง่กตรงเส้นจตุจักร

ไฟแดงเหมือนกักกันไว้ รอแล้วรอเล่าก็ไม่ขยับ ผมเคยเจอสภาพนี้มาหลายครั้ง เลยเข้าใจได้ทันทีว่าติดแบบนี้ถนนตายแน่ๆ
พอดูนาฬิกาก็ใจไม่ดีเพราะเวลาตอนนั้นมันสองทุ่มสี่สิบห้าแล้ว ผมอดใจทนให้โอกาสอีกห้านาที ถ้าไฟแดงไม่เปลี่ยนผมต้องหาทางเลือกที่สองคือวิ่งย้อนไปลงรถไฟใต้ดิน
คือสภาพที่ติดตอนนั้นแทบไม่เหลือทางเลือกผมเลย เพราะรถดันไปติดตรงช่วงกลางระหว่างสถานทีรถไฟใต้ดินที่จตุจักรกับที่เซนทรัลลาดพร้าว ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็ไกลพอๆกัน แต่ถ้าจะไปเส้นลาดพร้าวสู้วิ่งออกมาที่แยกแล้วหาเกาะแท็กซี่ก็น่าจะไวกว่า

ที่สุดแล้วพอสองทุ่มห้าสิบผมตัดสินใจของลงกลางถนน แล้ววิ่งกลับไปที่ฟากฟุตบาท
ก็จังหวะดีจริงๆ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างกำลังจะกลับวินพอดี พอเห็นผมเข้าก็ไม่ต้องให้ถามว่าจะไปไหนพี่เลย ผมบอกตรงไปหมอชิตใหม่โลด

ความที่เป็นรถเล็กนี่ช่วยผมได้เยอะ เพราะรถติดไม่ค่อยเป็นปัญหาเลย เลาะเลี้ยวให้เสียวเข่ากระแทกท้ายรถเมล์ทีรถเก๋งที ได้ไม่นานนัก ก็เข้าสู่ถนนหลังหมอชิตใหม่ได้
แต่ผมก็ใช่ว่าจะรอดเคราะห์ไปเสียทีเดียว เพราะคนขี่ก็ขอผมจอดก่อนถึงหมอชิตใหม่ ซึ่งพอมองไปข้างหน้าผมก็เข้าใจเขาล่ะนะ เลยลงตรงก่อนหมอชิตใหม่

เหตุผลที่เขาขอจอดก่อนไม่ใช่อะไรหรอก ด่านตรวจของตำรวจดักน่ะ
ดักจริงๆครับ ยิ่งกว่ากาวดักหนูอีก เอาหมดเลยตั้งแต่แท็กซี่ ยังมอเตอร์ไซค์ ใครผ่านมาพี่ท่านเรียกจอดหมด...
น่าชื่นชมมาก มาขยันทำงานเอาตอนสามทุ่ม แถมดักหน้าขนส่งอีก... ไม่คิดหรือไงว่ามันทำให้คนที่รีบเดินทางเดือดร้อนแค่ไหน... แถมนอกเวลาราชการอีกต่างหาก

การลงก่อนทำเอาผมต้องวิ่งไกลทั้งที่ปวดขานั่นแหล่ะ
คือตรงจุดที่จอดมันก็ใกล้ป้ายใหญ่หมอชิตใหม่แล้วครับ เพียงแต่ว่าสะพานข้ามแล้วก็วิ่งไปถึงประตูในหมอชิตตอนนั้นก็รวมๆเกือบครึ่งกิโลได้มั้ง... ถ้ารถอ้อมได้ก็ไปลงหน้าสถานีเลยวิ่งสักสองร้อยเมตรก็ยังดีขึ้นมาหน่อย

วิ่งลากสังหารเหงื่อแตกไปถึงจุดที่ฝากกระเป๋าไปแล้วก็รีบวิ่งต่อมาที่ท่ารถ
ซึ่งเวลาตอนนั้นสามทุ่มห้านาที เลยกำหนดไปหน่อยแต่คิดว่าทันเพราะรถพวกนี้จะเลทจากเวลาจริงอย่างมากก็ราวๆเกือบสิบนาที

แล้วผมก็ไปทันหวุดหวิด ขึ้นถึงรถแล้วก็รีบปรับแอร์ลงกลางหัวเลย ไม่งั้นจะเป็นลมเอา...

สามทุ่มสิบห้านาที รถก็เดินทางออกจากหมอชิตสู่ลำปาง ผมกลับมาที่นั่งริมหน้าต่างได้อย่างสวัสดิภาพ
แต่ถ้ามองโลกแง่ดีเหนื่อยมาก่อนถึงก็ช่วยทำให้หลับในรถได้สบายเลยล่ะ ไม่ต้องพะวงเรื่องปวดหลังน้ำหนักลงสะโพก พิงเบาะได้ผ้าห่มคลุมก็สลบยาวเลย


วันนั้นเป็นวันที่เผชิญอะไรต่อมิอะไรเยอะจริงๆ
แต่ว่า... เรื่องที่น่าเคืองที่สุดของวันก็คือ รถทัวร์ที่ผมนั่งเนี่ย จะต้องออกผ่านทางถนนเส้นจตุจักรที่ผมพึ่งไปติดแหง่กมานั่นล่ะครับ
แต่ทว่าตอนที่รถเลี้ยวออกมาจากเส้นถนนกำแพงเพชรสู่จตุจักรนั้น... ถนนโล่งครับ... โล่งจริงๆ ไฟเขียวตลอดศก รถที่ติดยาวจะเป็นกิโลหายหมด
ภาพตรงกับข้ามกับที่ผมเห็นเมื่อสิบห้านาทีนี้เป็นคนละเรื่องเลย... ยังกับอยู่คนละมิติกันก็ว่าได้...

อะไรฟะ...

นี่ตกลงว่า
แกล้งกันใช่ไหมเนี่ย...?

...................................................

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้รู้จริงๆครับว่า

สิ่งใดในโลกล้วนไม่แน่นอน...
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจไฟ (ทั้งไฟฟ้าและไฟจราจร)


เอวัง...

Comment

Comment:

Tweet


ไฟดับกลางกรุง ขนาดการไฟฟ้ายังดับได้ ที่อื่นก็หมดหวังแหละ sad smile
ยังไม่ได้ดู Terminator เลยแหะ
#3 by Ellebazi At 2009-06-04 11:18,
โรงบาลไฟดับน่ะเขามีเครื่องปั่นไฟสำรอง

ห้างดังๆเขาก็มีแล้วละกวี ที่ซวยจริงๆน่ะประชาชนตาดำๆ กับเขตที่ไฟจราจรไม่มีไฟสำรอง เพราะเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ จริงๆหลายครั้งผมมองว่าไฟดับเนี่ย มันเหมือนจงใจปิดทิ้งทั้ง Area มากกว่ายังไงไม่รู้สิ
#2 by Jammaster X At 2009-06-04 03:20,
เคยโดนตอนดู 13 Ghost พี่สาวบ่น

"ยังดูผีไม่ครบสิบสามตัวเลยน้ะ"

สุดท้ายก็ทนรอจนไฟมานั่นแหละถึงได้ดูต่อจนจบ

แต่จะเกลียดมากๆเวลาเล่นเกมเก็บเวลเยอะหรือผ่านยากๆได้แล้วยังไม่ทันเซฟ ดับทีแทบจะเดินควงปืนไปถล่มการไฟฟ้า

เล่นเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านจะพังเอา

PS3 ตูเจ๊งเพราะไฟดับๆติดๆเมื่อไหร่ มีคนตายแน่ๆ
#1 by Exile At 2009-06-04 00:09,