2009/Apr/17

เคยคิดมานานแล้วล่ะครับว่าถ้ามีเวลาจะลองรวบรวมความเป็นมาของนิยายที่เคยแต่งทั้งหมด มาเป็นลิสต์ไล่ลำดับความเป็นมาเป็นไป อย่างน้อยก็รู้ถึงจุดเริ่มต้น มองมาปัจจุบัน และจะรู้ว่าสามารถเดินต่อไปในอนาคตได้ในทิศทางไหนดี

ถ้าดูจากผลงานโดยรวมใน My.iD ที่คลังนิยายใน Dek-d ( http://my.dek-d.com/digikwe ) แล้วจะเห็นว่าผมมีนิยายตอนยาวที่ผมแต่งเองอยู่ 7 เรื่องหลักๆคือ

1. ตำนานรักอามัตสึ
2. ตำนานรักอามัตสึภาค2 (The legend of descendant)
3. ตำนานรักอามัตสึภาค2 ตอนเสริม (side story)
4. ตำนานรักอามัตสึภาค2 ตอนเสริมพิเศษ (R story)
5. เรื่องสั้นสีเลือด
6. Touhou Fanfic

และน้องใหม่(ที่พึ่งจบไปหมาดๆ)คือ
7. เพื่อนผมเธอเป็นแวมไพร์ (จริงๆนะครับ...)

จากรายชื่อเหล่านี้ถ้าถามว่าเรื่องไหนเก่าแก่สุดคงไม่พ้นเรื่องตำนานรักอามัตสึที่อยู่ลำดับแรกสุดครับ ก็ถือเป็นจุดกำเนิดการแต่งนิยายตำนานรักนักอามัตสึภาค 2 และส่วนเสริม ซึ่งจัดให้เป็นนิยายที่ยาวที่สุดในชีวิตผม และผมก็ยกให้เป็นนิยายแนวแฟนฟิคชั่นระดับมาสเตอร์พีสที่ผมตั้งใจทำมากที่สุดเช่นกัน

ทีนี้ลองมาคิดเล่นๆกันนะครับ ว่าหากจะถามว่าตำนานรักอามัตสึคือนิยายเรื่องแรกของผมหรือไม่?
ท่านจะตอบว่าอย่างไรเอ่ย... ใช่หรือไม่...?
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ก็ขอเฉลยเลยละกันนะครับว่า 'ไม่ใช่'

ลองเดาต่อกันเล่นๆเอาสนุกนะครับว่าจนถึงทุกวันนี้ผมแต่งนิยายไปทั้งหมดกี่เรื่องแล้ว ?
แล้วจะมีเฉลยตอนท้ายครับ

สำหรับตอนนี้ขอกั๊กคำตอบแล้วบอกคร่าวๆว่า ผมแต่งไปหลายเรื่องครับ มากกว่าที่เห็นใน My.iD แน่นอน

ก่อนจะมาถึงผมได้แต่งนิยายมาเยอะเรื่องเลยทีเดียว แล้วก็ล่มทุกเรื่องเลยสิ ปากอ่าวบ้าง กลางมหาสมุทรก็มี
พูดแล้วเศร้า แต่นั่นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเข้าสู่วงการนักเขียนจนทุกวันนี้ล่ะครับ

สมัยก่อนตอนประถมผมก็เคยวาดการ์ตูนเล่น ก็ง่ายๆ ตีกรอบเอาปากกาน้ำเงินวาดไปมาประสาเด็กๆ ก็สนุกไปวันๆล่ะครับ แต่ฝีมือคงเอาอะไรมากไม่ได้ วาดเอามันส์ แล้วตอนนั้นผมก็วาดไว้หลายเล่มเลยล่ะ
แต่ตอนนี้เล่มที่วาดก็ไม่รู้หายไปไหนแล้ว ใครมาเห็นเข้าก็คนอายน่าดู

แต่วาดเล่นก็คือวาดเล่นน่ะครับ ไม่ได้หวังอะไรเลย ผมเองก็พอจะรู้ตัวว่าไม่ค่อยมีหัวทางศิลปะการวาดภาพสักเท่าไหร่
ถ้าลอกแบบยังพอไหว วันว่างๆผมยังเคยเอาดินสอมาร่างวิวแถวบ้านอยู่เหมือนกัน ก็เอาสนุกอีกนั่นแหล่ะ แค่นี้ยังพอได้ แต่ถ้าให้ครีเอทขึ้นมาเลยอันนี้ไม่ไหวจริงๆ

ตอนนั้นผมยังไม่คิดจะเบนเข็มไปสร้างผลงานอะไรเลยสักนิด
จนกระทั่งเข้าสู่มหาวิทยาลัยปี 1 ได้รู้จักอินเตอร์เน็ตสังคมใหม่ และที่แสดงผลงานใหม่ นั่นคือเวปบอร์ด

จะว่าไปแล้วผมเองก็เป็นคนๆหนึ่งที่มีแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจเช่นกัน ซึ่งมากจนมีความรู้สึกอย่างสร้างผลงานและอยากแสดงออก
แต่ความที่รู้ตัวดีว่าไม่มีทักษะด้านการเขียน แล้วก็ไม่พร้อมที่จะเดินทางสายนี้ จวบกับตอนนั้นผมเองก็ติดหนังสือแนวเรื่องสั้นหักมุมของสรจักรเสียด้วย ก็เลยเกิดไอเดียว่าเรายังไม่เคยลองเขียนเลยนี่นา งั้นก็น่าจะลองดูสักหน่อยนะ

ซึ่งมานึกๆดูแล้วการเขียนนิยายนี่ก็เป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายที่สุด ของเพียงมีคอมสักเครื่องโปรแกรมสำหรับเขียนก็มีติดมาอยู่แล้ว notepad นี่ล่ะครับง่ายๆและสะดวกที่สุด มีทุกเครื่อง ไปนั่งที่ไหนก็พร้อมเขียนเสมอ
ถ้าจะให้ดีมีเน็ตสักแค่ 56k ก็เพียงพอแล้วที่จะสามารถเปิดแสดงโลกจินตนาการของตัวเองได้แล้ว

สมัยนั้นผมเริ่มหัดแต่งเอาสนุกเป็นนิยายตอนสั้นๆในห้องคอมพิวเตอร์ในมหา'ลัย
พูดไปแล้วยุคนั้นพวก USB ไม่มีหรอกครับ ไปไหนก็พกแผ่น Disk A 3.5 นิ้วใส่กระเป๋าไปด้วย แต่งแล้วก็เอากลับมาเข้าคอมที่ห้อง สะดวกแต่ก็เสี่ยงไวรัสน่าดูยุคนั้นเวิร์มกำลังระบาดเลยเชียว

เอาล่ะ... ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นมาถึงจุดที่กำลังยืนอยู่ทุกวันนี้ ผมเองก็เห็นพัฒนาการทางการแต่งของตัวเองได้ชัดเจนเลยครับ โดยผ่านทางผลงานนิยายหลายเรื่องหลายแนว

ว่าแล้วก็มาลองลำดับเหตุการณ์และความเป็นไปนิยายที่ผมแต่งกันดูนะครับ

.............................................................

เรื่องที่ 1 - เมื่อ Toki2 เกิดตรงข้าม - (ลงตอนแรกวันที่ 28 มิ.ย. 2543)
 
นี่เป็นนิยายเรื่องแรกที่ผมหัดแต่ง โดนช่วงนั้นผมคลั่งเกม Tokimeki Memorial2 อย่างแรงเลย ช่วงหลังพอมี PS2 ก็ได้การช่วยเหลือเรื่องแผ่นจากพี่ Prite ก็ทำให้คลั่ง Toki3 ไปด้วย บางตัวละครก็มีส่วนน่าจับมาแต่งเหมือนกันครับ แต่เนื่องด้วยเลยช่วงพีคมาแล้วกอปรกับมีงานเขียนสองชิ้นเลยต้องละโปรเจคนี้ไป

พูดถึงนิยายแฟนฟิคเรื่องนี้แล้ว ลักษณะนิยายก็ตรงตามชื่อเรื่องเลยครับ เป็นแนวแฟนฟิคที่เอาตัวละครในเกม Toki2 มายำ โดยเน้นจุดขายที่แนวรั่วๆขำบ้างไม่ขำบ้าง ลองเอานิสัยตัวละครมาพลิกให้ตรงข้ามดู
นิยายเรื่องนี้ไหลไปได้ที่ 25 ตอนเท่านั้นก็เป็นอันต้องปิดตัวลง ซึ่งในจุดนี้เองก็ทำให้ผมเห็นถึงจุดบกพร่องชิ้นใหญ่ของนิยายตรงที่ขาดการวางโครงเรื่องที่ดี ขาดการกำหนดอิมเมจของตัวละครโดยละเอียด ดูแนวโน้มว่าจะไหลเกินกว่าจะลากให้ไปตามทางได้ไหว
แต่ถึงอย่างนั้นการแต่งก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะเป็นการเปิดตัวผมในบอร์ดฟิค และทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการและสไตล์การแต่งอย่างมากจากนิยายเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับจากบทไดอาล็อคมาเป็นการบรรยายแบบเต็มตัว

หากใครเคยเป็นนักแต่งผมมั่นใจว่าทุกคนคงคุ้นกับการนำเสนอแบบบทไดอาล็อกดี ยกตัวอย่างเช่น
นายA - เป็นไงบ้าง Aถาม
นายB - สบายดีว่ะ แกล่ะเป็นไงบ้าง Bตอบ
นายA - ไม่สบายเลย การบ้านก็ไม่เสร็จงานก็สุมหัวอีก
นายB - สมน้ำหน้า ดันเอาเวลาไปจีบสาวดีนัก

อะไรทำนองนี้ล่ะครับ พอจะเห็นภาพกันไหมครับ
ผมเองที่เห็นแต่งแนวบรรยายสนุกมือก็มีจุดเริ่มต้นแบบนี้เหมือนกันนะครับ ไม่เชื่อก็ลองเอาชื่อเรื่องไป search ในกูเกิ้ลดูก็ได้นะครับ ผลงานเก่าๆยังคงอยู่ในบางบอร์ดเลย

พูดแล้วมันน่าอาย เหมือนคนเอารูปตัวเองตอนเด็กมาดูยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นก้าวแรกที่น่าจดจำไม่น้อยเลยทีเดียว มองจุดยืนที่กำลังยืนอยู่แล้วหันกลับไปดูจุดเริ่มต้น แล้วเราจะเห็นว่าตอนนี้พัฒนาการเขียนเราเติบโตไปแล้วมาน้อยเพียงใด

.............................................................

เรื่องที่ 2 - The Abnormal Mutation - (ลงตอนแรกช่วงต้นปี 2544)

นิยายออริจินัลที่เกิดไอเดียมาตอนเรียนวิชาชีววิทยาเรื่องการกำเนิดโลก พ่วงกับเกม Bio Hazard
ก็เป็นนิยายที่เรียกว่าฉีกแนวจากเรื่องแรกไปเลย โดยเรื่องแรกนั้นเป็นแนวคอมเมดี้อิงเลิฟ แต่เรื่องนี้ออกมาทางไซไฟ เทอร์เลอร์ กึ่งหักมุมเลย

สำหรับนิยายเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมจะพยายามกลบจุดอ่อนของนิยายเรื่องแรก โดยมีการวางโครงที่แน่นอนและชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่การวางบทก็ผิดพลาดอีกจนได้ ตรงที่ผมวางโครงเรื่องไว้แน่นมากเกินไปจนขาดความยืดหยุ่น ยิ่งเป็นนิยายรับสมัครตัวละครด้วย ผลปลายทางคือจัดบทแล้วไม่สอดกับเนื้อเรื่อง จะว่าออกทะเลก็ได้ จะแถให้กลับมาก็คงไม่เหมาะ
ก็ลากยาวไปได้ที่ 16 ตอนก็ต้องเข้าโหลดองปิดผนึกไป

อย่างไรก็ตามการได้แต่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นผลดีในการฝึกเรื่องการเล่นบทซีเรียสเล่นกับอารมณ์คน รวมไปถึงการฝึกเขียนบทหักมุม เปลี่ยนแนวนิยายก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างดีครับ



.............................................................

เรื่องที่ 3 - Di Gi Charat Fantasy -the kiwi story- (ลงตอนแรกวันที่ 23 ก.ค. 2546)

สำหรับเรื่องนี้ตอนแรกที่ลงนั้นก็เอาฤกษ์เอาชัยดีมากครับ 23 ก.ค. 2546 ลงฉลองในวันคล้ายวันเกิดซะเลย
ก็จัดเป็นนิยายแฟนฟิคแบบสมบูรณ์ครับ พูดง่ายๆก็คือตัวละครทั้งหมดอิงจากเรื่องดิจิกะรัตครบถ้วน โดยเนื้อเรื่องก็ใช้เนื้อเรื่องในเกมดิจิกะรัตแฟนตาซีด้วย หากจะมีที่แตกต่างกันก็คือการเติมตัวเอกและผนวกเรื่องเข้าไปเท่านั้นเอง
แรงบันดาลใจคงไม่ต้องพูดถึงครับสำหรับเรื่องนี้ มีมากมายจนเป็นเวปเชียวล่ะ แต่ช่วงหลังก็ไม่ได้อัพเลย ตอนนี้ se-de ก็ล่มไปสลาย อารยธรรมก็เลยสลายตามไปด้วย

นิยายเรื่องนี้เดินไปถึงเพียงตอนที่ 10 ก็จำเป็นต้องพักเรื่องไว้ครับ ด้วยความที่ช่วงนั้นผมต้องระเห็จไปมาบ่อยมาก จนแทบไม่มีเวลาได้จับคอมจับเน็ตเลย
สำหรับเรื่องนี้แม้ว่าจะดองยาว แต่ก็ไม่ได้ปิดผนึกแบบสองเรื่องแรกหรอกนะครับ สำหรับเรื่องนี้โครงเรื่องไม่มีอะไรมากเลย มีก็แค่จุดเพิ่มเติมเท่านั้น จะเหลือก็เพียงลงให้จบๆไป ซึ่งคาดว่าน่าจะตกที่ตอน 25 บวกลบนิดหน่อย
ความที่ว่าตอนนี้ผมโหมกับนิยายใหม่เต็มที่จึงต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน แต่ส่วนหนึ่งก็เคยคิดไว้เหมือนกันว่าแล้วถ้าว่างแล้วจะกลับมาลุยต่อให้จบๆเหมือนกัน แต่ก็หาเวลาไม่ได้สักที นิยายใหม่ๆแรงๆก็ผุดออกมาเรื่อยๆ
ผลที่สุดสถานะนิยายเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับกึ่งดอง เกลือน้ำลงไปในไหแล้วแต่เพียงไม่ได้ปิดฝาเท่านั้น... ก็ว่าดองก็แล้วกันนะ...

ถึงจะไม่พ้นการดอง แต่เรื่องนี้เองก็ถือเป็นเรื่องที่ฝึกให้ผมเขียนแบบเน้นการบรรยายภาพวงกว้าง บรรยากาศฉาก อารมณ์ตัวละคร
ผมรู้ได้เลยว่าการเขียนบรรยายรายละเอียดปลีกย่อยดูดีขึ้นเยอะ เมื่อเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้ อาจเป็นเพราะธีมเรื่องเดินในธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบจินตนาการอยู่แล้วด้วยกระมัง



.............................................................

เรื่องที่ 4 - เรื่องสั้นสีเลือด - (ลงตอนแรกวันที่ 28 ธ.ค. 2546)

โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า เกมส์ออนไลน์สีเลือด... เนื้อหาของเรื่องคือเน้นไปด่าที่กลุ่มผู้เล่นทรามๆ ซึ่งตัวเกมก็รู้จักกันดีครับ สมัยที่แต่งนั้นคำว่า 'เกรียน' ยังไม่แพร่หลายดีเลยครับ
ตอนที่เริ่มแต่งเรื่องนี้ต้องบอกว่าแรงบันดาลใจได้มาสดๆร้อนๆเลย เหตุการณ์โดนลากนั้นเจอมากับตัว ด้วยความเครียดผมก็เลยมาแต่งให้เป็นนิยายโหดซะ ซึ่งก็ได้รับตอบรับที่ดีเกินคาดเสียด้วย (อึ้งเหมือนกัน)
หลักจากนั้นก็แต่งเรื่อยๆล่ะครับ มีอะไรน่าด่าก็จับมาลงในนิยายให้หมด เรียกว่าแรงบันดาลใจของนิยายนี้มาจากความเครียดในสังคมครับ กว่าครึ่งของนิยายในซีรีส์นี้จึงถูกเรียกว่า 'เรื่องสั้นสะท้อนสังคม' ไป

ด้วยความที่แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ว่า นิยายเรื่องนี้จึงไม่มีกำหนดออกแน่นอนครับ
มีประเด็นเครียดเมื่อไหร่ก็แต่งเมื่อนั้น ปัจจุบันจึงมีเพียงแค่ 9 ตอนเท่านั้น

การแต่งนิยายเรื่องนี้สอนให้ผมรู้อย่างว่าแม้แต่ตัวนิยายเองก็มีพลังในตัวที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกหวั่นไหวตามได้ ซึ่งสิ่งที่ใส่ลงไปให้เกิดพลังก็คืออารมณ์หนักๆของนิยายนั่นเอง แล้วถ้ามีการหักมุมตอนท้ายก็ยิ่งเยี่ยมเข้าไปใหญ่
แม้แต่เรื่องที่เป็นด้านลบของจิตใจก็ทำให้ผมได้เรียนรู้การดึงอารมณ์ในตัวผู้แต่งมาลงในผลงาน ซึ่งถ้าอ่านแล้วจะรู้เลยว่าจิตใจผู้แต่งตอนสื่อนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ (ซึ่งก็เครียดนั่นล่ะ)

แล้วอีกอย่างที่ได้รู้จากเรื่องนี้ก็คือการวางโครงเรื่องที่ดีนั้นต้องมีความลึกซึ้งและลึกลับ
ยิ่งทำให้ผู้อ่านเดาฉากจบได้ยากเท่าไหร่ นิยายก็จะมีพลังดึงดูดและความน่าติดตามมากเท่านั้น

.............................................................

เรื่องที่ 5 - ตำนานรักอามัตสึ - (ลงตอนแรกวันที่ 6 พ.ค. 2547)

ในที่สุดก็มาถึงเรื่องหลักเสียที สำหรับตำนานรักอามัตสึตอนแรกนั้น ออกสู่สายตาในช่วงกลางปี '47
ไม่ได้มีความสำคัญในวันที่ลง เพราะเป็นเพียงฟิคระบายความชอบตอนสั้นเท่านั้นเองครับ ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้หวังว่าจะมาไกลได้ถึงทุกวันนี้ด้วยซ้ำ

สำหรับแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ต้องขอบอกว่าไม่ได้มาจากเกมหรอกครับ แต่มาจากภาพตัวละคร
ในช่วงที่แพชอามัตสึเข้า TRO นั้น หนังสือเกมต่างๆก็แห่กันลงภาพมิยาบิน่าดู ซึ่งเป็นอะไรที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกน่ะ คือเห็นแล้วมันรู้ว่า 'โดนใจ' มาก
ก็โดนแซวๆมาเหมือนกันนะครับ ตัวละครอื่นๆน่ารักมีเยอะแยะไหงไปชอบปีศาจ ถ้าเป็นอะไรแบบโซฮี หรืออลิซก็ว่าไปอย่าง (คล้ายคนมากกว่า)
ก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน มันชอบเองนี่นา (ฮะๆ) ถึงจะสองหน้าแต่ก็น่ารักนี่

อารมณ์เพลงของ ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ ชุด Love Stories เพลงไม่ขอให้เป็นเหมือนใคร... รู้สึกเลยว่าใช่! ทั้งทำนองและเนื้อเพลงอธิบายชัดเจนที่สุดครับ
(http://www.youtube.com/watch?v=spQBF0cIKKY)

เป็นเพลงที่รู้สึกว่าเข้ากับเข้ากับอารมณ์พระเอกในภาคนี้มาก ก็เป็นนิยายที่แต่งในช่วงซึ้งๆ แต่ก็จบลงด้วยดี

ก็ถือเป็นอีกนิยายที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกลงไปในบท พลังที่สื่อออกมาก็จะเป็นแนวรักๆนั่นล่ะครับ
จากนั้นมาอารมณ์สนุกผมเลยแต่งตอนสั้นๆเพิ่มมาอีก แต่ก็อยู่ในคอนเซฟอามัตสึเป็นส่วนใหญ่ จนผมมีความคิดที่จะแต่งภาคสองเลยคิดรวมตอนพิเศษเข้ากับตอนย่อย 4 ตอนแรก แล้วกำหนดชื่อเดียวกันไปเลยว่า ตำนานรักอามัตสึภาคแรก



.............................................................

เรื่องที่ 6 - Ragnarok Fiction - The legend of descendant - (ตำนานรักอามัตสึภาค 2) - (ลงตอนแรกวันที่ 14 ม.ค. 2548)

ตำนานรักอามัตสึภาค 2 เริ่มลงตอนแรกในวันไวท์เดย์เลย คราวนี้ตั้งใจลง เลยหาฤกษ์งามยามดีลงเสีย
หลังจากที่เว้นช่องมาเกือบปีในที่สุดก็มีภาค 2 มาจนได้ ก่อนที่จะวางโปรเจคภาค 2 นี้ ตอนแรกผมก็เคยถามผู้อ่านว่าถ้ามีภาคสองต่อจะดีไหม ซึ่งคำตอบก็ค่อนข้างเป็นแง่ลบครับ คือ 'อย่าเลย' ประมาณว่าเขาพอจะดักไต๋ออก

แต่ว่าใจส่วนลึกของผมมันก็ยังไม่ถอดใจ ห้วงความคิดก็ร่ำร้องอยู่ว่ายังไงก็อยากแต่งต่อให้ได้ อยากสืบสานต่อเรื่องความรักของตัวละครในนิยายภาคแรก เพราะความชื่นชอบในมิยาบินั้นยังไม่หมดลง
เช่นนั้นแล้วผมจึงเริ่มวางโครงเรื่องทันที แต่ก็ไม่ทิ้งคำแนะนำที่ได้รับมา ผมเลยตัดสินใจวางโครงเรื่องนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าลึกลับหักมุมชนิดที่ผู้อ่านดักไต๋ไม่ทัน หรือต้องไม่อิงภาคเก่าจนเกิดอารมณ์เอียน
ผลที่สุดก็เลยเป็นโครงเรื่องใหม่ไปเลย แต่ก็คงความเป็นตำนานรักอามัตสึภาคแรกโดยส่งผ่านนางเอกอย่างหมดจดเลย

นิยายเรื่องนี้เป็นการผสานประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยทำมาไว้รวมกัน ถือเป็นนิยายที่ยาวที่สุดที่ผมเคยแต่งมา และตอนนี้ก็ยังคงแต่งต่อไปครับ



.............................................................

เรื่องที่ 7 - Ragnarok Fiction - The legend of descendant - Side Story - (ลงตอนแรกวันที่ 20 ม.ค. 2548)

เป็นเนื้อเรื่องเสริมที่เขียนมาตีคู่กับตำนานรักอามัตสึภาค 2 สังเกตได้ว่าช่วงเวลาจะใกล้เคียงกับที่ภาค 2 ออกมากเลยทีเดียว
การเกิด Side Story ก็เป็นเพราะต้องการกลบจุดอ่อนของตัวละครที่ดูไม่น้ำหนัก ซึ่งการแยกออกมาเป็นอีกเนื้อเรื่องย่อยก็ส่งผลดีอย่างยอดเยี่ยมตรงที่ไม่ทำให้โครงเรื่องอัดแน่นเหมือนครั้งที่เคยแต่งเรื่อง The Abnomal Mutation
หมดปัญหาเรื่องTime Line เวลาย้อนอดีตไปเลย

ก็นับว่าเป็นการแก้ปัญหาได้เข้าท่าดี แล้วก็ทำให้มิติของตัวละครดูลึกขึ้นเยอะเลย โดยมากของซีรีส์นี้ผมจะบรรยายแบบมุมมองของบุคคลที่ 1 ครับ ก็ถือเป็นการฝึกแต่งในอีกมุมมองที่เข้าท่าใช้ได้เลย



.............................................................

เรื่องที่ 8 - Ragnarok Fiction - The legend of descendant - R Story - (ลงตอนแรกวันที่ 6 พ.ค. 2548)

ก็