2009/Mar/22

เปิดหัวมาว่าเซ็ง ตอนกำลังเขียนบล็อคก็อยู่ในอารมณ์นี้จริงๆล่ะครับ

อารมณ์เซ็ง...
ไม่ใช่เซ็งธรรมดา แต่ต้องว่าเซ็งโคตรๆ เซ็งบรรลัย
เซ็งชิบหา...!

เรื่องของเรื่องต้องเล่าย้อนไปประมาณปลายเดือนที่แล้ว
แม่ผมเกิดอยากรื้อหลังคาบ้านแล้วทำใหม่เพราะเห็นว่าของเดิมมันเก่ามากว่ายี่สิบปีแล้ว อีกอย่างคืออีกไม่กี่ปีท่านก็จะเกษียณเลยคิดว่าจะทำให้เสร็จๆไปในตอนที่ยังทำงานอยู่

ไอ้ผมเองก็ไม่ว่ากระไร อยากทำก็ทำไปเหอะ ถ้ามันดีขึ้นก็ไม่ว่าอะไร
ยังไงซะผมเองก็อยู่บ้านนี้มาแต่เด็ก เห็นการเปลี่ยนแปลงต่อเติมมาก็เยอะ ถ้าทำแล้วดีขึ้นก็โอเค แต่ถ้าทำแล้วรื้อๆแบบนี้ขอทีเหอะ

ช่วงเดือนที่แล้วก็เลยให้ช่าง มาดูแล้วประเมินว่าจะต้องซ่อมอะไรบ้าง สั่งอะไรเพิ่ม ราคาเท่าไหร่
ก็มีปัญหาแต่แรกเลยคือช่างไม่ทำ รายแรกประเมินไม่ถูก อีกรายก็ไม่รับงาน จนสักพักน้าชายก็หาช่างมาให้จนได้

แรกเริ่มก่อนคือการสั่งโครงเหล็กมา เพราะมีแผนการคือต้องวางโครงหลังคาใหม่แทนของเดิมที่เป็นไม้ โดยจะทำให้โครงสูงขึ้นจะได้ลงหลังคาใหม่ก่อน จากนั้นจึงค่อยรื้อของเดิมออก
ที่เป็นแบบนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องย้ายของไปมา ให้อยู่ในบ้านหลังเดิมได้ (อันที่จริงแค่นี้ก็ย้ายจากหลังบ้านมาในบ้านวุ่นพอแล้ว)

ตอนแรกผมได้ฟังมาก็ไม่คิดว่าจะวุ่นวายอะไรมากมายนักเลยไม่ออกความเห็นอะไร อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ขออย่าให้กระเทือนความสงบส่วนตัวผมจนเกินไปเท่านั้นก็พอแล้ว

......................................

แต่แค่วันแรกที่ทำงานก็เดือดร้อนผมเลยทันที
ครับ การทำงานประเภทนี้ต้องมีการใช้พวกเครื่องตัด เครื่องเชื่อม เครื่องอ็อกเหล็ก... ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามันใช้แรงไฟสูงมาก
สูงแค่ไหนก็เอาเป็นว่าช่วงนั้นตอนกลางวันผมใช้คอมไม่ได้เลย UPS ดิ้น ตึ๊กๆๆ ทุกๆนาทีที่ช่างใช้อุปกรณ์ที่ว่า

อันที่จริงอย่าว่าแต่คอมเลย ไฟนีออนมันวูบๆเป็นระยะๆแบบนี้คงไม่ต้องว่าอะไรกันแล้ว

ผมก็อดทนไม่ว่าอะไรคิดว่าช่วงแรกที่วางโครงคงหนักหน่อย คิดเสียว่าสักพักอะไรก็คงเบาลงไปเอง

แต่ผมก็คิดถูกครึ่งเดียว

เพราะตอนที่วางโครงมันต้องมีการย้ายแท่งเหล็กที่ว่า แล้วจุดแรกที่ทำมันก็อยู่ 'หลังห้อง' ผมเอง
แม่คุณเอ้ย ทีนี้ไม่แค่ดึงไฟเท่านั้น แต่เสียงมันยังมากวนโสตประสาททั้งวันเลย แล้วช่างก็มาทำงานแต่เช้าด้วย ซึ่งมันก็เป็นเวลาหลับผม... นรกสิ้นดี

ต้องบอกเลยว่านาฬิกาชีวะหรือไบโอคล็อกในตัวผมช่วงนั้นรวนมาก
จะหลับกลางคืนก็ไม่ได้เพราะถ้าไม่ใช่เวลานี้ทำคอม เปิดเน็ต แต่งนิยายแล้วล่ะก็ กลางวันมาก็ถือว่าหมดสิทธิ์
ทางเลือกให้ผมแทบไม่มีเลย

......................................

ผ่านมาสักช่วงสัปดาห์หนึ่งพอโครงเริ่มเข้าที่ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ดูเบาลง แต่ผมก็เจอปัญหาที่สอง เมื่อช่างต้องรื้อหลังคาเก่าออก
คงไม่ต้องบอกนะว่ารื้อลงที่ไหน...?

'ข้างหลังห้องผมอีกนั่นแหล่ะ'

แม่...ง เอ้ย ไม่ต้องหลับกันแล้วทีนี้ ไหลหลังคาลงจาชั้นสองดังแค่ไหนคงจินตนาการกันออกนะครับ...
อย่าว่าแต่หลับเลย นั่งดูทีวียังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ

ทำไงได้ก็ต้องอดทนอีกนั่นแหล่ะ
จวบจังหวะผมต้องลงกรุงเทพไปอบรบหนึ่งสัปดาห์ ถึงจะห่างคอมดองนิยายไปบ้าง แต่คิดว่าดีเหมือนกันที่จะได้ใช้เวลานี้เปลี่ยนบรรยากาศสักพัก

......................................

หนึ่งสัปดาห์ต่อมาหลังจากอบรมเสร็จ ผมเงยหน้าขึ้นมองหลังคาบ้านก็พบว่าตอนนี้มันเสร็จไปประมาณ 3/5 ของบ้านทั้งหลังแล้ว ก็ถือว่าทำได้ไวมากเลยทีเดียว
แต่ปัญหาของผมมันก็ใช่จะเบาลง ตรงข้ามเลยกลับหนักขึ้นเสียด้วยซ้ำ เมื่อมารู้ว่าตอนนี้แม่ไม่จบแค่ซ่อมหลังคาแล้ว แต่จะ 'ปรับปรุง' บ้านใหม่เริ่มต้นจากห้องนอนของพ่อที่อยู่ชั้นสอง ซึ่งก็ห่างจากห้องผมไปอีกไม่มากนั่นแหล่ะ

วันแรกที่กลับมาถึงบ้านหลังจากอบรมมาก็ได้เรื่องเลย
ถึงจะไม่ใช้เครื่องมืออะไร แต่เสียงทุบอิฐมันก็สะเทือนมาถึงชั้นล่างฟังชัดเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมเสียงโยนหินลงชั้นล่างนะครับ... นรกแตกไม่ต่างอะไรกับตอนรื้อหลังคาเลยสักนิด

ปกติแล้ววันธรรมดาบ้านนี้จะอยู่กันสองคนคือผมกับพ่อ แต่ตอนนี้พ่อผมหนีไปนอนบ้านเล็กที่ปลูกไว้ใกล้ๆแล้วแบบไม่เต็มใจนักเป็นที่เรียบร้อย
ส่วนผมก็ไม่สะดวกที่จะไปด้วยเหตุผลสำคัญคือเล่นเน็ตได้ที่บ้านหลังนี้หลังเดียว อีกอย่างคือห้องผมมีความเป็นส่วนตัวสูงกว่า ถึงตอนนี้จะมีเฉพาะช่วงกลางคืนก็ยังดี
นอกจากนี้บ้านใหญ่เองก็ควรจะมีคนเฝ้าด้วย เพราะตอนนี้ประตูหลังบ้านข้างมันมันเปิดอ้าซ่าแล้ว มีสักคนที่อยู่ดึกหลับเช้าก็ดูปลอดภัยเรื่องขโมยขโจรได้เหมือนกัน

อันที่จริงแล้วพ่อก็ถามมาเหมือนกันว่าทำไมไม่ไปนอนบ้านหลังโน้น แต่ผมก็ปฎิเสธไป
เพราะผมเล่นเน็ตถึงดึกแต่ก็ไม่ยันเช้าตรู่ พอรุ่งๆหน่อยสักตีสี่ตีห้าก็นอนแล้ว จะไปปลุกให้พ่อเปิดประตูบ้านเล็ก หรือไปหลับตอนนั้นก็รบกวนกันเปล่า

ช่างก็ขยันแต่เช้า แปดโมงกว่าก็มาโล้งเล้งหลังห้องผมแล้ว
ผมนอนได้ราวๆสัก 2-3 ชั่วโมงก็เอาล่ะ โคร้งเคร้งๆ ให้ตื่นมางัวเงียสักพักถึงหลับต่อได้

ก็มีเหมือนกันล่ะที่ตอนกลางวันไปหลบทางบ้านเล็ก
แต่ที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาตายรัง เพราะกลางวันถ้าตื่นผมต้องหาอะไรทำด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ
ซึ่งช่วงบ่ายๆพ่อก็งีบหลับอีก จะไปเล่นเกมหรือดูทีวีก็ไม่ได้ กลัวจะไปรบกวนเข้า เลยต้องกลับห้องตัวเอง

......................................

ผมเป็นคนประเภทที่ว่าอดทนกับเรื่องบางเรื่องได้ ขอเพียงมันไม่กระทบกับวงจรชีวิตกับความเป็นส่วนตัวมากจนเกินไปนัก
แต่แล้วความอดทนมันก็ชักเกินขีดจำกัด เพราะการซ่อมบ้านมันก็ลามมากระทบทั้งวงจรและความเป็นส่วนตัวจนยากจะรับไหว

เมื่อวันหนึ่งน้าที่ทำหน้าที่คุมคนงานมาบอกว่าตอนนี้จะทำระเบียงใหม่ ซึ่งคานมันมาเหลื่อมกับเสาท้ายห้องผมพอดี แกก็เลยสบโอกาสนี้หาข้ออ้างทำเสาพ่วงกับขยายห้องนอนผมออกไป
อย่างที่รู้กันนะครับจากไดอารี่เก่าๆที่ผมเคยถ่ายภาพไว้ว่าห้องมีหนังสือมาก(ตอนนี้มากกว่าเดิมอีก) ก่อนหน้านี้น้าก็เคยเปรยๆมาทีแล้วว่าอยากจะทำห้องให้สำหรับเก็บการ์ตูน

แล้วตอนนี้ก็สบโอกาสทำจริง

แต่อย่างที่ว่าเป้าหมายหลักของเขาไม่ใช่ห้องผมหรอก แต่เป็นเสาไม้ที่ติดกับหลังห้องผม... หลังกำแพงที่ผมนั่งเล่นคอมอยู่ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งเมตร
ตอนแรกน้าบอกถ้ารื้อเสาแล้วจะต้องเปิดฝาผนังข้างห้องออกแล้วทำใหม่เชื่อมห้องติดกัน ฟังดูก็น่าจะเป็นแบบนั้นคือถ้าทำก็ต้องทำรวดเดียว ไม่งั้นคงไม่ต้องนอนพอดีกัน

ผมก็ถามว่าแล้วต้องเปิดห้องกี่วัน
คำตอบที่ได้ยินมาคือ 8 วัน... แปดวันครับ!

จะบ้าเรอะ!?

เปิดฝาห้องแปดวัน จะให้นอนแคมป์ปิ้งหรือไง?
เห็นไหมเล่าต่อเติมห้องมันจุดประสงค์รองจริงๆ เปิดทำเสาไว้ก่อนแล้วค่อยมาทำทีหลัง แบบนี้มันมักง่ายไปหรือเปล่า? คิดว่าคนที่อยู่จะไปนอนไหน?

ผมไม่ยอมจริงๆ หัวชนฝาเลย ถึงเราจะไม่ใช่ช่างแต่ผมก็คิดว่ามันยังมีวิธีอื่นอีกเยอะที่จะปรับปรุงต่อเติม อย่างเช่นการสร้างห้องก่อนให้มาประกบกัน แทนที่จะเปิดฝาห้องแล้วต่อเติมออกไป

คุยกันหนักเข้าก็เลยได้ข้อสรุปว่าถ้าจะต่อห้องก็ให้สร้างจากข้างนอกมาก่อนแล้วค่อยประกบกัน ตามที่ผมคิด
แล้วก็ตกลงตามนี้ไม่รื้อกำแพง แต่สร้างห้องมาประกบกันแล้วใช้ประตูร่วมแทน

เออ แล้วทำไมไม่คิดกันแบบนี้ก่อนฟะ
ดันคิดจะเอาสะดวกเข้าว่า แสดงว่าคิดจะสร้างอย่างเดียวไม่เห็นหัวคนที่พักเลยนี่หว่า!

......................................

จะว่าไปตอนเอาเสาออกนี่ก็นรกแตก ช่างก็ค่อยๆงัดแงะแล้วดึงออก
แต่ความที่เสามันยึดติดกับขอบกำแพงไม้อัดของห้อง พอมันถูกดึงไปไม้อัดก็เลยแตกฉีกออกมาด้วย ลองเดาดูสิครับว่าจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?

ถ้าเดาว่าช่างไม่สนสิ่งทีเกิดขึ้น นั่นคือตอบถูกกันครับ

ช่างหลายคนช่วยกันยกงัดออกทำให้กำแพงไม้อัดผมตามมุมแตกออกจากกันเป็นช่องว่างขนาดเอามือสอดได้
แล้วช่างที่แสนดีก็ปล่อยให้กำแพงมุมห้องผมแตกอ้าไว้เช่นนั้น โดยไม่สนใจจะหาอะไรมาปิดซ่อมหรือตอกปิด
ผมเดาเจตนาออกว่าว่าเขาคงคิดว่าอีกไม่นานก็จะมาสร้างกำแพงใหม่เลยปล่อยเลยตามเลย

เพียงแต่ว่าพระเดชพระคุณท่านไม่คิดเลยเรอะครับว่าตอนนี้มีคนอาศัยอยู่น่ะฮะ?

คือไม้มันแตกออก ช่องว่างประมาณเอามือยัดได้ สูงตั้งแต่พื้นถึงเพดานก็เกือบสองเมตรครึ่ง ไม่ต่างกับผมเปิดบานเกล็ดสักบานเลย ถ้ามีแอ่งน้ำเพาะพันธุ์ยุงใกล้ๆผมคงโดนหามไปแล้ว
ถึงไม่แปลกใจเลยทำไมวันนั้นแอร์ไม่เย็น สตาร์ทบ่อยมาก ที่แท้มันไหลออกหมด

ลำบากผมต้องเอาหนังสือพิมพ์มาขยำยัดแก้ขัดไปก่อนอีก

แค่ต่อเติมบ้านนี่ทำไมมันลำบากยากเย็นนักวะ...

......................................

ความเฮงซวยอีกอย่างที่ต้องขอพูดถึงก็คือแผ่นไม้กระดานที่อยู่บนหัวผม คือห้องผมแต่เดิมก็ถูกต่อเติมนิดหน่อย พอเพดานปูนมาไม่ถึงเลยต้องตีไม้ออกมาสองแผ่น ซึ่งไม้นี้ก็เชื่อมกับทางเดินชั้นสองด้วย
ทีนี้พอเอาเสาออกมันก็ไม่ได้ยึดติดอะไรสิ ลองกระแทกเท้าแรงก็พังแล้ว

แล้วใต้แผ่นไม้มีอะไร?
แอร์สิครับ...

ใต้แอร์ล่ะมีอะไรอีก?
คอมสิครับ... พ่วงด้วยคนเล่นอีกหนึ่ง!

ถ้ามันพังลงมานี่บอกคำเดียวเลยว่า ซวยเป็นแถบ!

แล้วช่างก็ชอบเอาพวกเศษอิฐ เศษปูนมาลำเลียงผ่านทางนี้ซะชิบ กรวดเล็กๆตกมากองในห้องผมประจำต้องลำบากมาหาเครื่องดูดฝุ่นมาดูดออกไปอีก

อันที่จริงช่างก็บ่นมาเหมือนกันนะว่าปรับปรุงแถวจุดนี้นี่ยากเพราะกลัวไปสะเทือนถึงห้องผม
ก็ไม่ได้พูดอะไรผ่านแม่ไปหรอก ไม่อยากจะสวนให้หมางใจกันเปล่าๆน่ะ แต่ทุกวันนี้มันสะเทือนจะไม่รู้จะบอกยังไงแล้ว

ถ้าให้พูดได้แบบตรงๆไม่ต้องเกรงใจล่ะก็...
'นี่กูทนแม่งจนไม่รู้จะทนยังไงแล้ว!?'

คงจะพูดแบบนี้เป็นแน่

......................................

ต้องให้รู้ให้เข้าใจกันหน่อยนะว่าที่จ้างมาทำนี่คือ 'ปรับปรุงไม่ใช่ สร้างใหม่!'

ผมต้องเน้นคำนี้ เพราะความแตกต่างระหว่างปรับปรุงกับสร้างใหม่คือ 'มีคนอาศัยอยู่ในบ้านกับไม่มี'
ไม่งั้นก็เฮโลออกจากบ้านกันไปหมดแล้วสิ นี่ยังมีของใช้ แล้วทะยอยทำไล่ไปเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนช่างจะเข้าใจไปคนละเรื่อง คิดว่าทำๆไปเถอะยังไงก็เสร็จเหมือนกัน

เพราะคิดแบบนี้น่ะสิ ปัญหากับความซวยมันเลยเกิดกับคนอาศัยน่ะ
เฮงซวยสุดคือ 'ทำหลังคาค้างๆคาๆ ไม่เสร็จแล้วก็ปล่อยอ้าซ่าประมาณว่าอากาศจะดีไปตลอดปี ตลอดชาติ'

แล้วมันก็ได้เรื่องเลย เมื่อวานซืนฝนตกครับ... ถ้าใครเจอผมใน irc วันนั้นผมยังบ่นอยู่เลยแล้วรีบปิดคอม เพราะกลัวว่าน้ำจะซึมลงมาทางร่องไม้ที่แตก
โชคยังดีบ้างที่หลังคาช่วงห้องผมทำเสร็จแล้ว... แต่โชคร้ายที่สุดคือหลังคาช่วงซีกบ้านทางประตูข้างบ้านยังเปิดอ้าซ่ารอมาทำต่อ

ทางสะดวกสำหรับฝน
แล้วฝนมันก็เอาเต็มที่ ตกปรอยๆแต่ล่อยาวยันเช้าก็ไม่หยุด

จะอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ
จำนวนน้อยแต่ปริมาณมากก็ก่อให้เกิดมวลมหาศาลนะครับ

ตื่นเช้ามาผมเห็นน้ำเจิ่งนองไปครึ่งบ้าน ไล่จากชานบ้านมาถึงในบ้าน
ผมอดที่ประชดกับพ่อไม่ได้ว่า 'ไปว่าเอาดินเหนียวกับต้นข้าวมาปลูกในบ้านกันเหอะ'

ไม่เพียงแค่น้ำขังที่เป็นปัญหาเท่านั้น แต่น้ำที่ไหลตามเสากับขื่อก็สร้างปัญหาเช่นกัน
ตอนเช้าน้าชายเข้าบ้านมาตั้งใจจะชงกาแฟ พอเดินผ่านประตูแล้วตกใจ เห็นไฟแปร๊บๆจากสายไฟ มันใกล้ช็อตเต็มที เขารีบกลับไปหารองเท้าบู้ตมาสวมแล้วเดินไปสับคัทเอาท์เลยวุ่น

โชคดีนะที่มันไม่ลุกไหม้หรือไปดูดใครเข้าก่อน ผลกระทบเห็นๆ จากนั้นก็ต้องลำบากมาเดินสายใหม่กันอีก วุ่นไม่จบไม่สิ้น

ทำงานชุ่ยจริงๆ แล้วที่เคืองคือช่างทำหลังคาดัน 'หยุดงาน' ด้วยนะวันนั้น น้าบอกมาว่าเห็นฝนตกทำงานไม่ได้เลยไม่มา
ส้น...เหอะ ไม่มาทำงานอย่างน้อยก็มาเช็ดน้ำบ้านกูเลยดีกว่าหากยังมีสำนึกในเรื่องผลของการทำงานล่ะก็นะ!

......................................

กรณีหอกๆแบบนี้ยังมีอีกครับ แถมอันตรายกับผู้อาศัยด้วย

มีครั้งหนึ่งผมกำลังจะเดินไปหลังบ้าน พอดีได้ยินเสียงทำงานบนหลังคาก็รู้สึกระแวงๆเลยหยุดดูท่าที
แล้วสักพักแท่งไม้เล็กๆขนาดข้อนิ้วโป้งเกือบร่วงมาบนพื้น ห่างจากผมราวๆเมตรกว่าเท่านั้น

ดีนะที่รู้สึกสังหรณ์ใจเลยหยุดดู ไม่งั้นคงได้เลือดกันบ้างแล้ว
พอเอาไปคุยกับแม่ แม่บอกให้ผมระวังกว่านี้

ตลก...!

จะให้ระวังยังไงมิทราบ!?
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคืนข่าวอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ที่ถูกรถเมล์ซิ่งแฉลบข้ามเลนมาชน ทำนองนั้นเลย
คือเราระวังตามกรอบของเราดีแล้ว แต่สิ่งที่เกิดมันมาในรูปแบบที่ไม่คาดฝัน

เหมือนถ้าบอกว่าวันหนึ่งเกิดมีขวดน้ำอัดลมตกจากท้องฟ้ามาโดนหัวแตกตาย คนคงขำ
แต่ไม่ใช่ว่ามันเกิดไม่ได้ แต่โอกาสน้อยมากๆๆที่มันจะเกิด สำคัญคือมันไม่รู้จะระวังยังไง

ไม่อยากจะบอกนะว่าเห็นแบบนี้แต่ผมเป็นคนที่ค่อนข้างระวังตัวมากเลยทีเดียว ไม่งั้นคงไม่หยุดตอนได้ยินเสียงทำงานแปลกๆหรอก
นี่ก็ระวังแล้วยังเกือบซวย จะให้ระวังยังไงอีก? เดินเงยหน้าตลอดเวลาเหรอ? ทั้งที่พื้นมีกองซากอิฐเกลื่อนนี่นะ?

เรื่องให้บ่นมันมีอยู่เยอะแต่แม่ก็ตัดบทว่าให้คนเสียเงินเครียดคนเดียวพอ
ไอ้เราก็ไม่อยากเถียงต่อให้เสียความรู้สึก ก็อยากให้รู้เหมือนกันว่าแม่กลับมาบ้านเฉพาะศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แต่ผมน่ะต้องเผชิญกับมลภาวะทางเสียงและฝุ่นมาตลอดทุกวันนะครับ

พูดถึงฝุ่นแล้วต้องบอกต่อเลยว่าช่วงนี้ยาพ่นแก้หืดน่ะหมดไปครึ่งหลอดแล้ว ทั้งที่ปกติปีหนึ่งจะใช้ไม่เกิน 2 ช่วงจังหวะแท้ๆ
แล้วช่วงนี้จะให้ไปบ้านเล็กก็ไม่ได้แล้วด้วยเพราะบ้านนั้นนอนได้สองคน พอแม่กลับมาก็ต้องไปนอนกับพ่อที่โน่นอยู่ดี ผมก็ต้องอยู่ที่เดิม

เฮอะ... ก็เล่นไม่เหลือทางเลือกใหักันอยู่แล้ว

แม่เสนอว่าจะให้ผมไปอยู่ห้องยายที่ติดกัน เดี๋ยวย้ายแอร์ให้

แล้วมันจะดีกว่ากันตรงไหนมิทราบ?
ช่างทำงานที่เดิม แถมใกล้ต้นเสียงเข้าไปอีก ซ้ำหน้าต่างก็เยอะฝุ่นคลุ้งกว่าเก่า อยู่ห้องเดิมยังดีกว่าเป็นไหนๆ

......................................

ช่วงนี้อะไรก็แย่ไปหมด ความเป็นส่วนตัวก็ไม่เหลือ ความสะดวกก็ไม่มี ความคุ้นเคยก็ไม่อยู่ ห้องครัวก็ย้ายไปแล้ว จะกินข้าวผมต้องเดินออกไปข้างบ้านแทน อีกหน่อยห้องน้ำประจำก็จะถูกทุบอีก
เออ เอาให้พอเลยครับ ทำตามใจอยากไปเลย ไม่ต้องเห็นหัวคนอยู่อาศัยก็ได้

พักนี้กลางคืนก็รู้สึกแปลกๆเพราะประตูทุกบานต้องเปิดหมด ให้สะดวกในการทำงาน คือปิดไปก็ไม่ช่วยอะไรเพราะระเบียง ทางขึ้นเดิมถูกรื้อหมดแล้ว ปีนนิดเดียวก็ขึ้นได้
อาศัยว่าบ้านนี้เลี้ยงหมาเลยยอมเปิดได้ ล็อคแต่ประตูใหญ่หน้าบ้านพอ แต่มันก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดีกับผมนั่นแหล่ะ...

นี่ยังนึกไม่ออกเลยว่าจากนี้จะมีต่อเติมสร้างอะไรอีก ทุกวันนี้ยังรู้สึกบ้านไม่เป็นบ้านเลย อะไรก็ดูไม่เป็นหลักแหล่งสิ้นดี

ทุกวันนี้ยังอยู่สภาพเฟลๆอยู่เลย อยากแต่งนิยายก็ไม่ได้แต่งดังใจ อะไรก็ดูแย่ไปหมด
แต่ก่อนเคยเรียนเรื่อง EIA มาที ตอนนี้ผมชักอยากเอามาใช้ในบ้านตัวเองจริงๆ
อย่างน้อยก็น่าจะลดปัญหาอะไรได้อย่าง โดยเฉพาะแผนการสร้างบ้าน ที่ดูเหมือนว่าจะเชื่อมือช่างอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะเขาคิดจะทำงานของเขาให้เสร็จ ส่วนเราก็ต้องมาตามเก็บกวาดเอาเอง

......................................

ปกติแล้วผมเชื่อมาเสมอว่าบ้านจะเป็นที่แห่งเดียวที่อยู่แล้วสบายใจที่สุด แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

ผมไม่เคยรู้สึกเซ็งที่ต้องอยู่บ้านเท่ากันตอนนี้มาก่อนเลย
สารภาพเลยว่าชักเกิดความรู้สึกอยากหนีไปอยู่กับเพื่อนที่กรุงเทพสักเดือนให้มันรู้แล้วรู้รอด

ถึงจะไม่สะดวกสบายเท่าบ้านตัวเอง แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความสงบมากกว่าที่เป็นๆอยู่ในตอนนี้
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
มิน่า... หายไปนาน sad smile
#1  by  blade At 2009-03-22 06:26, 
กวีบ่นยาวกว่า entry แปลเกมเราอีก ท่าจะเซ็งจัดสินะ
#2  by  bekung At 2009-03-22 21:58, 
หะๆเดี๋ยวเอามาบ่นมั่ง จริงๆนะ ไม่คุยกันก่อนเลยสินะ

แต่ไอ้ประโยคว่าคนเสียเงินเครียดคนเดียวพอเนี่ยไม่น่าออกมาเลยให้ตายสิ
#3  by  Jammaster X At 2009-03-24 03:41, 

<< Home