2007/Aug/21

เรื่องของฟัน


ไม่ใช่ฟันไหนเลย ฟันในปากเรานี่ล่ะครับ

เรื่องของเรื่องนี่คงต้องย้อนกลับไปข้ามปีโน่นล่ะ
จริงๆแล้วบันทึกนี้ว่าจะเขียนช่วงหลังจากที่ไปหาหมอฟันมาสักช่วง แต่ด้วยความขี้เกียจก็เลยปล่อยไว้มาเขียนรวบเลยทีเดียว

คือต้องขอกล่าวย้อนหน่อยว่าปัญหาสุขภาพช่องปากผมค่อนข้างหนักเอาเรื่อง เหตุก็มาจากปากไม่สุขนี่แหล่ะ เวลากินน้ำอัดลมแล้วชอบเคี้ยวน้ำแข็ง
ครั้งหนึ่งเคยเคี้ยวจนฟันกรามด้านล่างซ้ายแตกบิ่นสะกิดลิ้นจนระบมทนไม่ไหวต้องไปอุดมาทีแล้ว ขอให้เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนชอบเคี้ยวน้ำแข็งนะครับ...

อันที่จริงฟันนี้ถือเป็นสิ่งที่แข็งแรงมากอย่างหนึ่ง แต่ก็ดังคำพังเพยน่ะครับ 'น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน' ผมทั้งเคี้ยวทั้งซัดน้ำอัดลม ฟันเลยพังเอา

จุดเริ่มเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ฟันแตกที่กรามบนซีกซ้าย ยังเป็นเรื่องดีบ้างที่ฟันซีกนี้สัมผัสน้ำเย็นน้ำอุ่นได้ไม่ปวดไม่เสียว แต่แย่หน่อยตรงที่เคี้ยวอะไรแข็งๆไม่ได้ กดแล้วปวดระบม
ผมต้องหนีจากอาการบาดเจ็บฟากซ้ายโดยการหันมาเคี้ยวอาหารด้วยฟันฟากขวานั่นเอง ซึ่งอันที่จริงแล้วฟันข้างขวาก็ไม่ได้ต่างจากข้างซ้ายสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็มีความแข็งแรงทนทานกว่าล่ะน่า
มันก็เป็นแบบนี้มาเกือบสองปีได้แล้วล่ะมั้ง ผมก็ไม่ได้ไปหาหมอฟันเสียทีเอาแต่ผัดผ่อนอยู่เรื่อย จริงๆก็เคยให้หมอที่โรงพยาบาลดูครั้งหนึ่งล่ะแต่พอได้ยินว่าต้องรักษารากฟันก็เลยปล่อยเลยตามเลยไปด้วยความเชื่อที่ว่าปวดหรือไม่ปวดสุดท้ายก็ต้องรักษาอยู่ดี งั้นก็รอให้ปวดดีกว่า...

ผมเก็บอาการไว้อยู่ช่วงหนึ่งโดยหันมาแก้ปัญหาเรื่องการเคี้ยวโดยการพึ่งฟันซีกขวาแทน
แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเมื่อฟันกรามใหญ่ด้านขวาก็มีปัญหาไม่แพ้กัน โดยมันแตกเล็กๆ พอนานเข้ารูที่แตกก็ขยายออกและลึดขึ้น หากเคี้ยวไม่ระวังอาหารอัดเข้าไปก็มีจี๊ดซี้ดล่ะครับ
ตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งปวดหนักเลยบ้วนปาก บ้วนไปบ้วนมารู้สึกได้ว่ามีของแข็งบางอย่างเล็กๆกระแทกในปากตามน้ำ พอบ้วนออกมาดูก็เห็นเป็นเศษฟัน...
ส่องกระจกดูก็พอว่าเป็นฟันกรามซี่น้อยที่ติดกับกรามใหญ่ด้านล่างขวา เท่ากับว่าผมมีปัญหาถึง 2 ซี่ในเวลาเดียวกัน...

ทีนี้ทั้งซ้ายทั้งขวาก็หนักไม่แพ้กันล่ะครับ...
ซ้ายเคี้ยวไม่ได้ ขวาพอได้แบบระวังแต่ก็เซนซิทีฟกับอุณหภูมิสูงต่ำน้ำเย็นน้ำแข็งต้องระวังหนักเป็นพิเศษ เจอเข้าไปทีสะท้านทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทนต่อไป เพราะถ้าอยู่เฉยๆไม่ปวดก็ไม่ใช่ปัญหา การเคี้ยวก็ให้ระวังหน่อยก็เป็นพอ

แต่แล้วอาการมันก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ออกอาการปวดระบมเช่นกัน ซึ่งแล้วแต่ช่วงผมก็แปลกใจเหมือนกัน อย่างบางทีสิวเป่งที่แก้วหนึ่งคางก็ปวดไปถึงฟัน หรือบางช่วงที่ใช้งานหนักกินหมูกระทะกินร้อนสลับเย็นอาการก็ออกเอาง่ายๆ

...................................................

สำหรับหมอฟันแล้วจะว่ากลัวไหม มันก็ไม่กลัวหรอกนะ กับตัวหมอไม่ได้กลัวแน่ เพราะมีช่วงหนึ่งต้องไปอุดฟันสามสี่วันติดกัน ก่อนหน้านี้ก็รักษารากฟันมาสองซี่ ฟันหน้าหนึ่ง กรามบนขวาหนึ่ง
คือพอจะเดาๆออกได้เลยว่าเวลาขึ้นเตียงทำฟันแล้วหมอจะทำอะไรบ้าง แต่เพราะอย่างนี้แหล่ะพอจินตนาการเข้าไปทีไรก็ผวาเสียทุกที วิธีที่จะไม่ทำให้คิดไปเองได้ดีที่สุดตอนทำฟันคือหลับตาครับ เอามือซ้ายประสานมือขวาไว้ที่หน้าอก ในกรณีที่กรอหรือฉีดยาชาก็จะใช้เล็บจิกเข้าที่นิ้วเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความเจ็บปวด ซึ่งก็ช่วยได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

เอาเป็นว่ามาถึงจุดนี้ผมก็รู้ตัวเองว่าไม่ได้กลัวหมอฟัน แต่ที่กลัวจริงๆคือการไปทำฟันมากกว่า...
เรื่องที่กลัวจริงๆก็คงมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือกลัวเจ็บ อย่างที่สองหนักสุดเลยกลัวจ่าย(หนัก)...

ประเด็นหลังนี่เรื่องใหญ่เลย บัตร 30 บาทนั้นเท่าที่ดูมารู้สึกว่าจะครอบคลุมแค่อุดกับถอนแล้วก็ขูดหินปูนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงรักษารากฟัน
ก่อนหน้านี้ก็เคยไปถามทางโรงพยาบาลเหมือนกัน เขาก็แนะว่าไปทำคลีนิคดีกว่า อันที่จริงโรงพยาบาลก็รักษารากฟันได้หรอก หมอก็มีประสบการณ์กันเยอะ แต่ปัญหาคือคิวนี่สิ...
รักษารากฟันจะนานหรือเร็วขึ้นอยู่กับฟันครับ ถ้าฟันหน้าก็เร็วหน่อย 2 ราก ถ้าฟันกรามก็มากขึ้น 4 ราก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับตัวคนไข้ด้วยว่าการฟื้นตัวดีแค่ไหน มีอาการแทรกซ้อนหรือเปล่า รักษาครั้งหนึ่งๆก็หลายเดือนอยู่ล่ะครับ
หลายครั้งที่ไปทำฟันที่โรงพยาบาลตอนนัดคิวนี่ก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่าทำไมทางพยาบาลที่เคาน์เตอร์ถึงแนะให้ไปคลีนิก... คิวยาวเป็นหางว่าว ขนาดว่าไปนอกเวลาราชการนะนั่น...

ขึ้นชื่อว่าฟันกรามปวดนี่ ถ้าไปแต่เนิ่นๆก็ไม่มีอะไรมากอุดก็จบ แต่ส่วนใหญ่จะใจแข็งอดทน ครั้นตัดใจไปหาหมอฟันก็มักสายเกินไป และทางเลือกที่จะได้รับมีอยู่เพียงสองช้อยส์คือ คุณจะรักษารากฟันหรือถอน...
ปกติถ้าเป็นซี่ที่ไม่สำคัญหรือซี่ที่มีความเสี่ยงต่อการผุสูงผมก็มักตัดใจถอน แต่อย่างไรเสียฟันกรามต้องเก็บไว้เคี้ยวอาหารยังไงก็ต้องเก็บไว้ล่ะครับ คำตอบสุดท้ายที่ให้กับหมอก็คือรักษารากฟันอย่างไม่มีทางเลี่ยง
บางครั้งก็อดนึกเสียดายไม่ได้ หมอฟันท่านก็บอกมาเหมือนกันว่าถ้ามาแต่แรกก็ไม่ต้องรักษาแล้วแค่อุดก็อยู่ แต่คนที่มีประสบการณ์แบบนี้บางทีก็ทำใจลำบากที่จะไป ยิ่งไม่ค่อยมีเงินติดตัวนี่ยิ่งไปใหญ่ แต่หลักๆแล้วก็มาจากผวานี่แล

...................................................

เอาล่ะ กลับมาเรื่องฟันเจ้าปัญหาต่อ...
เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อเช้ามืดอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2549 ตอนเวลา 03.15 น.
วันนั้นผมได้เปิดไฟเดินออกไปหลังบ้านเพื่อหาอะไรกินยามดึก คือผมนอนค่อนข้างผิดเวล่ำเวลา นอนซะเก้าโมงเช้าตื่นซะบ่ายสามเป็นประจำ

คืนนี้ผมก็มาหาอะไรกินตามปกติเหมือนทุกๆวันที่เคยเป็นมา ก็จัดการทำเมนูง่ายๆสะดวกรวดเร็วโดยการต้มมาม่ากิน
สิบนาทีหลังออกมาหลังบ้าน มาม่ารสต้มยำร้อนฉุยหอมกรุ่นก็อยู่ในถ้วยใบใหญ่ ผมก็จัดการปรุงน้ำปลาน้ำตาลตามความชอบไป กลิ่นหอมจากเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งกระตุ้นความหิวและอยากอาหารได้เพิ่มเป็นเท่าตัว

แต่ความอร่อยนั้นก็แสนสั้น...
หลังจากที่มาม่าเข้าปากไปได้ประมาณ 4-5 คำ พลันนั้นความรู้สึกเสียวแปล๊บก็พุ่งแทงเข้าไปในเหงือกตรงช่วงซี่ฟันที่แตก ซึ่งก็คือฟันกรามน้อยซี่ที่ 4 นับจากด้านหลังมา อยู่ด้านล่างขวา...
ความรู้สึกที่จี๊ดนั้นหากจะบอกว่าเหมือนโดนสว่างเจาะเข้าไปในเหงือกก็คงไม่เว่อร์เกินจริง อะไรที่เกี่ยวกับระบบประสาทนี่นอกจากจะว่องต่อสัมผัสแล้วยังสื่อได้อย่างเจ็บปวดที่สุดเลยล่ะ

เมื่ออาการปวดไม่หยุด มาม่ามื้อนั้นกร่อยไปในที่สุด

ผมกลับมานั่งเล่นคอมต่อหมายจะให้ง่วงแล้วค่อยหลับ แต่ก็ทำไม่ได้ มันปวดจี๊ดตุ๊บๆที่ฟันซี่นี้ตลอด หลังจากปวดก็จะทุเลาลงสัก 2-3 นาที จากนั้นก็กลับมาปวดใหม่วนลูปไม่รู้จบ...
คุณเชื่อไหมว่าผมปวดหนักขนาดที่ว่าตบแก้มตัวเองยังเจ็บน้อยกว่า พาราสองเม็ดหลังมาม่าครึ่งถ้วยไม่ช่วยให้อาการบรรเทาลงเลย ไม่ว่าจะฝืนข่มตายังไงแต่ความเจ็บปวดก็กระทุ้งให้ตาเบิกอยู่ร่ำไป

มันเป็นคืนที่ทรมานที่สุดคืนหนึ่งในชีวิตผมเลยทีเดียว...
ครางเป็นหมา... คำกล่าวประชดนี้ผมได้สัมผัสกับตัวเองแบบชัดเจนที่สุดก็วันนี้เอง แรงปวดบางครั้งทำให้ถึงกับเอาหน้าซุกหมอกแล้วบ่นอู้อี้ออกมาไม่เป็นภาษา

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่าความเจ็บปวดที่ทรมานที่สุดที่เคยเจอมามีอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือปวดท้อง สองคือปวดฟัน คนไม่เคยเป็นอาจมองว่าออกอาการโอเว่อร์เกินไป มันเป็นความเจ็บปวดที่คนที่เคยเจอเท่านั้นที่จะรู้จริงๆ
แล้วผมต้องขอเพิ่มอีกคำกล่าวว่าปวดหัวปวดแขนปวดขาคุณอาจหนีหมอแล้วรักษาเองตามอาการไปได้ แต่ปวดฟันนี่หนีไม่พ้นแน่ๆท้ายที่สุดก็ต้องไปหาด้วยความเต็มใจเลยล่ะ

ผมทนปวดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หกโมงเช้าพาราอีก 2 เม็ดถูกกินเติมเข้าไป แต่ก็ไม่อาจลดอาการปวดได้
ผมตาสว่างนั่งดูการ์ตูนจนจบเกือบสิบโมง อาการจึงทุเลาลงบ้าง แล้วประสาทที่อ่อนล้าก็ส่งให้ผมหลับได้ในที่สุด

ตกเวลาสี่โมงเย็นผมถูกปลุกตื่นแล้วไปหาหมอฟันในที่สุด
ที่สุดแล้วฟันซี่ปัญหาก็ถูกรักษารากฟันตามคาด แต่ในอารมณ์นั้นแล้วจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ จริงถ้าถามใจคืนนั้นว่าถอนเอาไหม ผมคงตอบว่าเอาไปแล้วถึงแม้ซี่นี้จะใช้ร่วมกับการเคี้ยวก็เถอะ...
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมทอม แฮงค์ในหนังเรื่อง Cast Away ถึงกล้าเอาลิ่มแทงเหงือกถอนฟันตัวเอง...

...................................................

ชะตาของฟันกรามน้อยหลังจากรักษารากฟันก็คือครอบฟันต่อครับ ความเจ็บปวดแบบแสนสาหัสก็ยุติลงบริบูรณ์
แต่เรื่องฟันของผมยังไม่จบแค่นั้น คึอเวลานั้นทุกอย่างก็เป็นใจมีคนออกเงินค่ารักษา แล้วก็ไปหาหมอแบบต่อเนื่องแล้ว ผมจึงถือโอกาสจัดการฟันซี่ที่เหลือ

ฟันกรามในซ้ายด้านบนที่ว่าแตกมานานนี่ก็รักษารากฟันเช่นกัน ในตอนแรกหมอฟันมองว่าอาการหนักอาจต้องถอน
จริงๆแล้วผมก็ไม่แปลกใจหรอกนะที่หมอจะคิดว่ามันอาจไปไม่รอด ตอนที่หมอใช้เครื่องมือเป่าลมพ่นเข้าไปผมได้กลิ่นเลือดเหม็นเน่าตีย้อนเข้าจมูกตัวเอง นึกทำใจเหมือนกันเพราะมันเป็นรู จุดที่แปลงฟันไปไม่ถึง ไหมขัดฟันเข้าไม่ได้ บ้วนน้ำก็อาจลงไม่สุด
แต่หลังจากลองดูสภาพอย่างละเอียดและเอ็กซ์เรย์แล้วก็ปรากฎว่าสภาพยังไปไหว ก็จัดการรักษารากฟันตามๆกันไปเป็นคิวต่อมา

นอกจากนี้ฟันกรามติดกันด้านในก็ต้องอุดอีกหนึ่งซี่ กรามน้อยยาวมากถึงฟันหน้ารวมอีกสี่ซี่ที่เริ่มผุก็ถูกจัดการไปในเวลาต่อมา
ก็ระวังกันไว้ก็ดีนะครับสำหรับคนที่เศษอาหารชอบไปติดฟันกรามแล้วแปลงไม่ออก ไหมขัดฟันช่วยได้เยอะเลย หากไม่ระวังผลที่ตามมาก็คือฟันผุแบบคู่ที่ขนาบเศษอาหารนั่นเลยครับ... บทเรียนนี้เจ็บปวดจริงๆ...

เสาร์ที่ 18 ส.ค. 2550 ผ่านมานี่เป็นวันท้ายสุดของการทำฟันหลังจากที่มาราธอนต่อเนื่อง ถือเป็นการรักษาฟันที่กินเวลายาวเกือบครบปี ฟันถูกรักษารากไป 2 ซี่ หนึ่งในนั้นต้องทำครอบ และอุดอีก 5 ซี่
แล้วความสุขในการกินก็กลับมาอีกครั้ง สุขในการกินใดจะเท่ากับการเคี้ยวอาหารได้สองข้างโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรกดให้เจ็บแปล๊บขึ้นมาอีก ก็หวังว่าคงไม่มีเหตุต้องไปหาหมอฟันอีกพักใหญ่ล่ะนะ

เรื่องนี้สอนสัจธรรมในคำพังเพยว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ได้ดีจริงๆ


ถ้าปวดก็รีบไปหาหมอแต่เนิ่นล่ะครับ อย่าให้ปวดหนักไม่งั้นอาจโดนหนักแบบผมก็ได้
ด้วยความเป็นห่วงและหวังดีครับผม


ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
จริงๆ เขาแนะนำให้ไปหาทุก 6 เดือน แต่ไทยเรานิยมไปหาเมื่อปวด นะ เหอๆ
#1  by  bekung At 2007-08-21 21:54, 
kwe โดนฟัน(ผุ)

สินะ
อ่อผมอัพ blog แล้วนะ ไปเยี่ยมกันบ้างสิ
#2  by  Jammaster X At 2007-09-03 13:28, 

<< Home