2007/Jul/07

Man City
-------------------------------------

ในที่สุดคุณทักษิณก็กวาดหุ้นได้ 75% แล้วเป็นเจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนั้นยังได้ดึงสเวน โกราน อิริกสันมาเป็นผู้จัดการได้ในเวลาเดียวกัน

พูดถึงการซื้อหุ้นแมนซิตี้แล้ว เรื่องการตรวจสอบของคตส. ช่างหัวมันไปก่อนนะครับ อย่างไรแล้วผมเชื่อหลักสากลมากกว่าหลักมั่วในบ้านเรา ถ้าทางอังกฤษและ FA ให้ผ่านจริงปัญหาค้างคาคงได้ข้อสรุป หากจะดื้อแพ่งต่อไปใครจะเสียก็รู้กันอยู่

เดี๋ยวจะมีคนจับผิดว่ายังงั้นยังงี้เอา ก็ขอชิงออกตัวไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยละกันว่าผมเชียร์รัฐบาลทรท. ต่อต้านรัฐประหาร และเชียร์ทีมลิเวอร์พูล
ต่อให้แมนซิตี้เป็นทีมเมืองเดียวกับแมนยูก็ใช่ว่าผมจะชื่นชมแมนซิตี้เพราะเอาไว้บลัฟแมนยูหรืออะไรนะครับ หากรู้จักผมแล้วเข้าใจว่านิสัยประเภทเชียร์บอลแล้วขอให้ได้ด่าได้แซวไม่ใช่นิสัยผม

เอาล่ะก่อนที่จะเข้าประเด็นสำคัญขอทำความเข้าใจกันก่อนว่าสำหรับบทความที่จะเขียนต่อไปข้างล่างนี้ผมขอตัดประเด็นการเมืองแล้วมาพูดจาประสาบอลกันดีกว่าครับ แนวนี้ผมถนัดกว่าเยอะแถมพูดแล้วสบายใจด้วย
ฉะนั้นหากมองในแง่การกีฬาแล้วแล้วตอนนี้ให้ถือว่ามีเราคนไทยได้เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีคแล้วก็ละกัน ว่าแล้วก็เริ่มเปิดประเด็นกันเลย

ก่อนอื่นเรามารู้จักทีมแมนเชสเตอร์ซีตี้แบบคร่าวๆกัน
แมนเชสเตอร์ซิตี้มีชื่อเต็มว่า Manchester City Football Club ชื่อเล่นว่า The Citizens or The Blues
สำหรับเมืองไทยแล้วจะเรียกสั้นๆว่าแมนซิตี้ สื่อบางคนเรียกแม้วซิตี้ แต่ภาษาบอลไทยแล้วจะคุ้นกับฉายาว่า เรือใบสีฟ้า มากกว่าครับ


ตราสโมสรปัจจุบันเป็นรูปอินทรีย์มีเรือใบตรงกลาง แต่เราก็ยังคุ้นเคยกับชื่อเดิมว่าเรือใบมากกว่าครับ

แมนเชสเตอร์ซิตี้ก่อตั้งเมื่อปี 1880 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
เห็นชื่อเมืองที่ตั้งก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคู่แข่งตัวฉกาจประจำทีมคือทีมอะไร...

แมนซิตี้มีสนามฟุตบอลที่ค่อนข้างใหญ่ ความจุประมาณ 47,726 คนครับ มากกว่าแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลเสียอีก

แต่พูดสนามแล้วแมนซิตี้กำลังประสบปัญหาเรื่องแฟนบอลถอดถอยครับ เนื่องจากผลงานปีนี้ดร็อปลงไปมากเลย แล้วสโมสรยังเป็นหนี้อีกก้อนเบ้อเริ่ม
ฉะนั้นแล้วการเข้ามาเทคโอเวอร์ของคุณทักษิณจึงเป็นช่วงจังหวะเปลี่ยนถ่ายเลือดที่เหมาะเหม็งมาก เพราะในสายตาของต่างชาติแล้วเขามองอดีตนายกไทยว่าเป็นคนที่บริหารเก่งและเชื่อว่าจะจัดการกับระบบทีมให้ดีขึ้นได้
ความเชื่อมั่นค่อนข้างไปทางเชิงบวกครับ เพราะทันทีที่มีข่าวว่าเก้าอี้ผู้บริหารกำลังเปลี่ยนมือจากจอห์น วอร์เดิ้ลไปทางคุณทักษิณแล้วยอดตั๋วประจำปีก็ขายได้มากขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง และเชื่อว่าจะมากกว่านี้หากทุกอย่างเดินไปทางบวก

ถ้าพูดถึงความดังและระดับฝีมือของแมนเชสเตอร์ซิตี้แล้ว ก็คงอยู่ในระดับกลางๆไม่ดีและก็ไม่แย่
นี่ถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณทักษิณเลือกจะเข้ามาคุมสโมสรนี้ เพราะความกดดันน้อยและใช้ทุนในการซื้อไม่มากนัก และได้ความท้าทายในการไต่อันดับ
ผิดกับการเทคของสโมสรใหญ่ๆอย่างมัลคอม เกเซอร์ที่ซื้อแมนยู จอร์จ ยิลเล็ตและทอม ฮิคที่ซื้อลิเวอร์พูล หรือแม้แต่อับราฮัมโมวิชที่ซื้อเชลซี กลุ่มคนเหล่านี้นอกจากต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อมโสสรแล้วยังต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากแฟนบอลมหาศาลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายแรกที่ต้องทำทีมเพื่อแข่งกับเชลซี

พูดถึงนักเตะในทีมแมนซิตี้... ถ้าจะไล่ให้หมดทุกคนก็คงเปลืองเนื้อที่ ก็ขอหยิบจับนักเตะกำลังหลักๆมาดูละกัน
น่าเสียดายที่ดาวเล่นจอมดุอย่างโจอี้ บาร์ตันย้ายไปแล้วไม่งั้นคงหยิบไปมาเป็นรายแรก งั้นก็ข้ามไปเลยละกัน แมนซิตี้นั้นมีดาวรุ่งแผงหลังดังๆอย่างไมก้าห์ ริชาร์ด ครับ หมอนี่เป็นแผงหลังที่ดีเอาเรื่องคนหนึ่งเลยมีข่าวว่าทีมยักษ์ใหญ่ในลีคด้วยกันเล็งๆอยู่ แม้แต่ริชาร์ด ดันน์ที่รับหน้าที่เป็นกัปตันทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิงแบ็คอีกคนที่เชื่อว่าหลายท่านรู้จักกันดีก็คือ ซุน จี ไฮ่ เป็นนักเตะเอเชียอีกคนที่ไปสร้างผลงานในเวทียุโรปได้
แผงกลางที่ขึ้นชื่อก็ยังมีอีกมากหลายอย่างเช่น อุสมาเน่ ดาโบ , สตีเฟน ไอร์แลนด์ หรือนักเตะเก่าลิเวอร์พูลเครดิตแชมป์UCL อย่างดิทม่าร์ ฮามันน์
แต่ที่ดังที่สุดสำหรับแมนซิตี้แล้วคงไม่พ้นแผงหน้าที่เอ่ยชื่อมาแล้วคนที่ดูบอลในพรีเมียร์น่าจะรู้จักกันหมดไล่มาเลยตั้งแต่เอมิล เอมเพงซ่า , ดาริอุส วาสเซล , พอล ดิ๊กคอฟ , จอร์จอร์จ ซามาราส และเบอร์นาโต้ คอราดี้... เครดิตติดทีมชาติกันเกือบทั้งนั้นล่ะครับทีมชุดนี้

หากมองในแง่ของขุมกำลังที่อยู่ในเวลานี้แล้ว แม้อาจไม่ดีพอที่จะลุ้นพื้นที่ UCL แต่ก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับพื้นที่ยูฟ่าคัพนะครับ ซึ่งก็เคยเกือบทำสำเร็จมาแล้วในปี 2005 น่าเสียดายที่ไปพลาดก้าวสุดท้ายไป
แต่ทว่าปี 2006-2007 กลับเป็นยุคตกต่ำของแมนซิตี้ ปัญหารุมเร้าทั้งเรื่องภายในและภายนอก นักเตะฟอร์มตก อะไรพวกนี้ก็ทำให้ผลงานดาว์นลงมาอย่างแรงจนหวุดหวิดจะไปคลุกฝุ่นในโซนตกชั้นอยู่หลายที ยังดีที่มาติดเครื่องเอาตัวรอดได้ช่วงท้ายฤดูกาล

และแน่นอนว่าเมื่อจบฤดูการผลงานรวมไม่ดี ซ้ำผลงานในบ้านยังแย่หนักขนาดสื่อยังแซวว่ายิงประตูได้น้อยที่สุดไม่คุ้มค่าตั๋วในพรีเมียร์... ผลงานไม่ถูกใจทั้งผู้บริหารและแฟนบอลแบบนี้ผู้จัดการทีมย่อมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (ยังกะบอลทีมชาติไทยเลยเนอะ) ที่สุดแล้วสจ๊วต เพียร์สก็ถูกอัปเปหิไป

ตอนนั้นแมนซิตี้แกว่งน่าดูครับนอกจากไม่มีผู้จัดการแล้วยังมีข่าวเรื่องจะมีคนเทคโอเวอร์อีก
ความไม่เป็นหลักแหล่งทั้งหลายอย่างทำให้แฟนบอลไม่มั่นใจกับอนาคตของสโมสร ซ้ำร้ายโจอี้ บาร์ตันนักเตะตัวสำคัญย้ายหนีสโมสร (จริงๆก็ทำตัวเองส่วนหนึ่งด้วยล่ะ)

เมฆดำปกคลุมสโมสรแห่งนี้จนกระทั่งเริ่มมาฟ้าใสเมื่อทุกอย่างคลี่คลายเมื่อคุณทักษิณเริ่มกวาดหุ้นได้มากขึ้นมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นผู้บริหารคนใหม่ และข่าวผู้จัดการที่จะมาคุมหลายคนก็ค่อนข้างเป็นคลาส B ถึงคลาส A เลยทีเดียว
และในวันนี้เก้าอี้ประธานสโมสรก็เปลี่ยนมือมาเป็นของคุณทักษิณ ชินวัตรโดยสมบูรณ์พร้อมกับประกาศชื่อผู้จัดการทีมที่รู้จักกันดีอย่าง สเวน โกราน อิริสัน!!

อืม... สำหรับฝีมือการบริหารคุณทักษิณคงไม่ต้องบรรยายล่ะมั้งครับ ธุรกิจของเขาที่เห็นๆอยู่ก็แสดงถึงความสามารถในการบริหารดีแล้ว
เรามามองกันที่ ผจก. ทีมกันดีกว่า...


สำหรับคนดูพรีเมียร์ เชื่อว่าทุกคนรู้จัก อิริกสัน กุนซือชาวสวีเดนคนนี้กันดี... ก่อนที่จะมาคุมทีมแบนซิตี้ผู้จัดการเถิกรายนี้เคยคุมทีมทีมชาติอังกฤษมาก่อน ผลงานโดยรวมถือว่าดีนะครับวัดกันแบบถัวเฉลี่ยแล้วถือว่าดีกว่าผจก.ที่คุมทีมชาติอังกฤษมาด้วยซ้ำ หากจะแพ้ก็มักแพ้ทีมใหญ่ๆด้วยกันอย่างพวกบราซิล โปรตุเกส อะไรทำนองนี้
แต่ทำไมถึงถูกคนต่อต้าน เหตุผลนั่นก็เพราะแผนการเล่นของเขาค่อนข้างรัดกุมและไม่เร้าใจ อังกฤษชนะได้แต่ก็แบบไม่เอนเตอร์เทนคนดูสักเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อเทียบว่าอังกฤษยุคนี้ค่อนข้างมีนักเตะระดับโลกอย่างรูนี่ส์ , เจอร์ราร์ด , แลมพาร์ด , โจโคล , เฟอร์ดินานด์ , เทอร์รี่ , เลนนอน , เคร้าซ์ , คาราเกอร์ , แอชลี่ โคล , ฮากริฟ , เบ็คแค่ม กระทั่งไมเคิ่ล โอเวน เรียกได้ว่าแรงทุกตำแหน่ง... แต่ผลงานโดยรวมกลับไม่โดดเด่นอย่างที่เห็น ซึ่งบางทีการที่เขาเน้นลองแผนมากกว่าเซอร์วิสแฟนบอลก็เป็นผลเสียครับ มีบางนัดที่เป็นแมชต์กระชับมิตรอิริคสันคนนี้กล้าเปลี่ยนนักเตะยกทีมในครึ่งหลังเพื่อลองตัวนักเตะก็มีมาแล้วนะครับ ธรรมดาที่ไหนนั่น

ในแง่ของทีมชาติอิริกสันอาจไม่โดดเด่นพอ แต่ถ้าเป็นในแง่ของสโมสรถือว่าอิริกสันสุดยอดมากเลยครับ สร้างความสำเร็จแก่สโมสรนับครั้งไม่ถ้วนล่ะครับ
ไล่มาก็เช่นนำทีมโกเธนเบิร์กในสวีเดนคว้าแชมป์ทั้งบอลลีคบอลถ้วย ซิวยูฟ่าคัพได้ในปี 82... ครั้นพอย้ายมาทีมเบนฟีก้า อิริสันคนนี้ก็พาเบนฟิก้าคว้าแชมป์ลีคโปรเกตุอีก ซ้ำยังพาทีมไปซิวยูฟ่าคัพในปี83...
หลังจากนั้นอิริสันก็ได้ความท้าทายใหม่กับทีมในกัลโซ่อย่างทีมโรม่า ซึ่งเขาก็ได้แชมป์บอลถ้วยในปี 86... จากนั้นอิริสันก็ย้ายไปคุมทีมฟิออเรนติน่า แต่ไม่มีรางวัลโทรฟีติดมือจนกระทั่ง... ย้ายกลับมาคุมทีมเบนฟีก้าเจ้าเก่าแล้วก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังเมื่อสอยทั้งแชมป์บอลถ้วยและบอลลีคได้... ปี 92 อิริสันก็กลับมาอิตาลีอีกครั้งกับทีมซามโดเรียและก็คว้าถ้วยได้สำเร็จ...

แต่ที่สุดแล้วอิริสันมามีชื่อกระฉ่อนที่สุดเมื่อมาคุมทีมอินทรีฟ้าขาว ลาซิโอ!
เมื่อเขาคว้าถ้วยได้เป็นดอบกำตั้งแต่บอลถ้วยปี 1998 2000 อิตาเลียนซุเปอร์คัพปี 1998 ยูฟ่าคัพวินเนอร์คัพปี 1999 ยูฟ่าซูเปอร์คัพวินเนอร์ปี 1999
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแชมป์ลีคที่แฟนทีมลาซิโอ้เฝ้ารอมานาน สคูเด็ตโต้ปี 2000

จากนั้นอิริสันก็ได้ถูกทาบทามให้มาคุมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดของเขาก็คือ...
ปี 2002 บอลโลกที่ญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นเจ้าภาพร่วม อังกฤษทะลุเข้าสู่รอบ 8 สุดท้าย แต่ก็มาได้แค่นี้เมื่อเจอทีเด็ดฟรีคิกส์ของโรนัลดิญโญ่แห่งบราซิลสอยแพ้กลับมา 1-2
ปี 2004 เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการยูโรเปี้ยนคัพ แต่ก็ตกรอบด้วยความพ่ายแพ้ในจุดโทษต่อทีมโปรตุเกส
ปี 2006 บอลโลกที่เยอรมนี อังกฤษสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยเจอกับทีมโปรตุเกส แต่สุดท้ายก็แพ้จุดโทษเช่นเดิม ท่าทางอิริกสันจะแพ้ทางทีมฝอยทองเหมือนเช่นกับที่อังกฤษแพ้ทางการยิงจุดโทษ (กระทั่งทีมเยาวชนยังแพ้ฮอลแลนด์ด้วยจุดโทษเลย ท่าทางจะอาการหนักนะเนี่ย)

จะเห็นว่าอิริสันคุมทีมได้ค่อนข้างไปไกลนะครับ แต่ถึงกระนั้นอิริกสันถูกโจมตีอย่างหนักสมัยคุมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งบางทีผมก็มองสื่อเขาว่าบ้าไม่แพ้สื่อบ้านเรา
อันที่จริงอังกฤษก็มีความชาตินิยมอยู่ไม่น้อยการที่กุนซือสาวสวีเดนคนนี้มาคุมทีมได้ก็ถือว่าเกินความตาดหมายแล้วล่ะ แต่อย่างว่าของนอกมักถูกอคติ พอไม่ได้ดั่งใจก็เลยถูกเล่นงานทุกวิถีทางเพื่อให้ลาออก
แล้วตอนนั้นแม็คลาเรนกำลังบูมสุดขีดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในถ้วยยูฟ่าคัพ ก็หลงระเริงคิดว่าจะสร้างบอลแบบใหม่ที่ดีกว่าอิริกสันได้ ก็เลยพยายามกดดันทุกวิถีทาง
พูดไปแล้วผมสงสารอิริกสันจริงๆ ถูกเล่นงานกระทั่งประเด็นชู้สาวซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับผลงานเลยสักนิด แล้วที่แสบกว่าคือหญิงสาวที่ชื่อฟาเรียนั่นก็มีความสัมพันธ์กับคนในสมาคมฟุตบอลอังกฤษด้วยนี่สิ เอาล่ะหวาแฉไปแฉมาสุดท้ายโดนคอจนต้องมีบางคนในสมาคมลาออก... ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวแท้ๆ

เมื่อกระแสกดดันมากเข้า ที่สุดแล้วอิริสันก็ตัดสินใจประกาศลาออกหลังจบบอลโลกปี 2006 ไม่ว่าผลงานจะออกมาดีหรือร้ายก็ตาม
เฮ้อ... ถึงตอนนี้ผมชักอยากสมน้ำหน้าสื่ออังกฤษแล้วสิ เมื่อแม็คราเลนมาคุมแล้วไม่ได้ดีไปกว่าอีริกสันเลย ซ้ำร้ายครับแย่ลงฮวบๆเลย จะได้ไปบอลยูโรปี 2008 หรือเปล่ายังไม่รู้เลยครับ ลูกผีลูกคน... สมน้ำหน้าอีกครั้งมัวแต่หน้ามืดโหนกระแสไม่ดูความเป็นจริง เกลียดปลาไหลซดน้ำแกง สุดท้ายความจริงปรากฎแฟนบอลก็โห่ไล่แม็คราเลนหนักกว่าอิริกสันอีกแน่ะ... ดันกันดีนัก ซวยไปละกัน

หมดบอลโลกไปอิริสันก็ลาออกไปตามที่กล่าวไว้ และเขาก็ถือโอกาสพักผ่อนว่างงานจนกระทั่งมาถึงวันนี้เอง ที่เขากลับมาคุมทีมสโมสนอีกครั้งภายใต้บอร์ดบริหารใหม่ ความท้าทายใหม่

สำหรับผู้จัดการทีมแล้วสิ่งหลักๆที่ต้องการก็คืออิสระในการคุมทีม เงินทุน และ ระยะเวลาในการปรับตัวครับ ตัวอย่างที่ดีที่เห็นชัดที่สุดก็แมนยูนั่นไงครับ อาร์เซน่อลอีกทีมหนึ่ง มีการวางระบบทีมเป็นอย่างดีกระทั่งเยาวชนที่ขึ้นมาทดแทนดูเป็นรูปร่างมาก
กระทั่งเชลซีที่ได้มูริญโญ่มาคุม สองปีแรกที่ได้อิสระก็ทำทีมผงาดโดยไร้คู่ต่อกรเลย แต่ทว่าปีล่าสุดโดนแทรกแซงหนักมากครับทั้งซื้อตัวมาโดยไม่ปรึกษาและบังคับให้ส่งลง โดนกดดันจากบุคคลบางกลุ่มขนาดที่จะใช้ตัวเด็กเยาวชนขออนุญาตฝ่ายเยาวชนก่อนทั้งที่ตัวเองเป็นผู้จัดการทีมที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ลงเจอเข้าไปแบบนี้ผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะครับ... ก็เสียแชมป์ให้แมนยูน่ะสิ แชมป์เปี้ยนลีคก็ตกรอบ...

สำหรับอิริกสันแล้วผมมองว่าเขามีอนาคตไกลน่ะครับ อย่างน้อยการคุมทีมชาติอังกฤษก็น่าจะทำให้เขาคุ้นเคยกับสไตล์บอลพรีเมียร์ลีคเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าแกชอบไปดูบอลในรายการพรีเมียร์บ่อยมากครับ นัดไหนตัวอังกฤษลงเยอะ นัดนั้นกล้องมักซูมไปที่สเตเดี้ยมแล้วก็มักพบกุนซือหัวเถิกผู้นี้นั่งอยู่เสมอ เรียกได้ว่าขยันทำการบ้านมาก
นอกจากนี้อิริกสันเป็นคนที่มีจิตวิทยาในการคุมทีมและใช้คนมาก หากจะลองไล่ชื่อนักเตะทีมลาซิโอยุคที่อิริกสันคุมแล้วไปคว้าแชมป์ก็เจอสตาร์ดังๆมากนับสิบเลยนะครับ อาทิเช่น
ซิโมเน่ อินซากี้ , ฮวน เซบาสเตียน เวอร่อน , เฮอร์นัน เครสโป , เคราดิโอ โรเปส , มาเซลโล่ ซาลาส , คริสเตียน วีเอรี่ , อเลน บ็อกซิก , พาเวล เน็ดเว็ต , คาเรล โพโบลสกี้ , เดยัน สแตนโกวิช , ดาร์โก โควาเซวิช , เฟอร์นันโด คูโต้ , อาร์รอน วินเธอร์ , อเล็กซานโดร เนสต้า
เพียบครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองหน้าเลยล่ะดังพระกาฬทั้งนั้น

ยิ่งแมนซิตี้ชุดเยาวชนนี่น่ากลัวนะครับ ลองเช็คดูแล้วลีคเยาวชนนี่ฮอทมากขนาดขึ้นหัวตาราง ผิดกับลิเวอร์พูลเยาวชนเลย(แต่ก็ยังได้แชมป์FAล่ะ แฮ่ๆ)
ถ้าปัจจัยทั้งหลายไปกันได้ ผมว่าแมนซิตี้น่าจะผงาดได้อีกครั้งครับ อย่างน้อยปีนี้อาจไม่หวังอะไรมากเพราะเริ่มต้นช้าไปนิด แต่ถ้ายืนระยะยาวผมว่าไม่แน่ครับ อาจเทียบชั้นสเปอร์ได้ไม่ยากเลยล่ะ

สำหรับแมนซิตี้แล้วผมว่าค่อนข้างสดใสแล้วล่ะนะ ช่วงแรกอาจมีสะดุดบ้างแต่เชื่อว่าสุดท้ายเรือใบจะแล่นได้อีกครั้งครับ


ส่วนวงการฟุตบอลไทยล่ะจะได้อะไรบ้าง
อันนี้มองแบบเป็นกลางล่ะก็ การที่มีคนไทยเป็นเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีคได้ผมว่าน่าจะเป็นผลดีในหลายๆด้านนะ
การที่ผู้บริหารเป็นคนเอเชียย่อมมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการมาเปิดตลาดเอเชีย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราได้ยลโฉมหน้านักเตะและดูการแข่งขันแบบทัวร์นาเม้นต์ ลิขสิทธิ์เสื้อถูกลง และอาจได้ชมบอลพรีเมียร์มากขึ้น หากมีการจับมือกับภาคเอกชนในไทย เหมือนกับที่ BEC จับมือกับอาร์เซน่อลนั่นไงครับ มีการส่งเด็กไปฝึก มีการให้โค้ชของอาร์เซน่อลมาติว มีการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ บอลถ้วย... จำได้เลยว่าปีที่ผ่านมานี่ดูน่อลแข่งจนจุกเลยล่ะครับ...
นอกจากนี้หากมีการแลกเปลี่ยนตัวนักเตะจริง ผมว่าจะเป็นผลดีกับตัวนักเตะนะครับ ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้คุณซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เคยออกมาแฉว่าช่วงเวลาที่อยู่ทีมฮัดเดอร์ฟิลด์ในอังกฤษนั้นลำบากมากซ้ำยังโดนนายหน้าโกงอีก... เช่นนั้นแล้วผมจะดีกว่านะหากมีประธานและบอร์ดบริหารที่เป็นคนไทย อย่างน้อยเหตุการพวกนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้น... โอกาสที่นักเตะไทยจะได้ไปผงาดในเวทีระดับโลกก็มากขึ้นด้วย ดูอย่างเช่นเกาหลีกับจีนสิครับผลิตสักเตะป้อนไปทั่วยุโรปยกระดับขึ้นมาอีกโขเลย
หากทุกอย่างมันรวบลื่นจริง ไม่มีพวกขัดขา ถ่วงความเจริญ สกัดดาวรุ่ง ไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้าเกินตา สร้างเรื่องให้แย่มากกว่าดีอยู่ล่ะก็... โอกาสที่ไทยจะได้ไปบอลโลกอาจเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นก็เป็นได้นะครับ...

แต่สำหรับผมแล้วการที่มีคนไทยไปเป็นประธานสโมสรฟุตบอลในลีคที่ดังที่สุดในเวลานี้ถือว่าเป็นเรื่องดีครับ และผลสะท้อนนั้นอาจย้อนกลับมาถึงวงการฟุตบอลไทยได้ไม่มากก็น้อย แต่ตอนนี้ผมว่าผมมีทีมเชียร์เพิ่มอีกหนึ่งทีมแล้วล่ะ ฮ่าๆ

ปล. ข้อมูลค่อนข้างหนักมาก หากขาดผกตกหล่นผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
ขอขอบคุณ wikipedia มากมายครับ


edit @ 2007/07/07 02:04:31
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เชียร์หงส์อยู่แล้ว คงเชียร์แมนซิตี้เพิ่มอีกแหละ :)

แต่ฟังข่าวเมื่อวาน เขาบอกว่าสเวนกะซื้อนักเตะใหม่เกือบยกทีมเลย กะจะซื้อ 10 ตัวเลย ทักษิณให้มา 50 ล้านจะซื้อได้กี่ตัวนะ ถ้าไม่เอาตัวที่ค่าตัวแพงก้พอได้อยู่
#1  by  xelloss At 2007-07-07 09:52, 
เล่นกันครับลุงเซ

พูดถึงซื้อตัวต้องบอกว่าแมนซิตี้ออกตัวช้ากว่าเพื่อนเลยล่ะครับ ผมคิดว่าถ้าจะซื้อจริงๆคงได้พวก B- ถึง A- เท่านั้นล่ะนะ ซึ่งก็ดีอย่างเสียอย่างคือไม่พีคจริง แต่ก็น่าจะทำให้ประหยัดได้พอดีงบ 50 ล้านล่ะนะ (ซึ่งจริงๆแล้วเวลาเล่น CM ผมก็ชอบซื้อแบบนี้นะ ปั้นเอาคุ้มกว่า)
แต่เชื่อว่ามือระดับอิริกสันน่าจะพอซื้อมาหมุนได้ล่ะครับ

ว่าแล้วก็ลุ้นลิเวอร์พูลกันต่อด้วยนะลุงว่าจะสอยปีกมาได้อีกสักตัวไหม
#2  by  kiwi At 2007-07-07 17:18, 
แต่นี่ยังไม่ซื้อใครเข้ามาเลยนะ มีแต่ตัวหลักออกไป แล้วจะได้นักเตะใหม่ๆดีๆเข้ามาทันไหมเนี่ย..
#3  by  Prite -The Hell Beat- At 2007-07-07 19:50, 
นั่นสิ จะทำอะไรก็ต้องรีบทำแล้วล่ะ ขืนออกตัวช้ากว่านี้ต้นฤดูกาลมาเหนื่อยหนักแน่ๆ
#4  by  kiwi At 2007-07-07 21:07, 
เห็นด้วยที่ว่าช้าไปหน่อย
สงสัยได้เปลี่ยนนิสัยดูบอลจากตามแช่ง
มาตามเชียร์กับเขาซะที

#5  by  tifa_redeye At 2007-07-10 00:48, 

<< Home