FanFic Or FanFact?
-------------------------------------------------
จั่วหัวมาด้วยประเด็นแบบนี้คงสงสัยว่าเป็นยังไง
ประเด็นหลักที่จะเล่า(บ่น)ก็คือความคาดหวังครับ ก่อนอื่นก็ต้องมาตีความกันสักนิด
Fic คืออะไร? ตามความหมายที่เข้าใจกันก็คือเรื่องแต่ง
Fact คืออะไร? ตามความหมายตรงๆก็คือเรื่องจริง
Fic บางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องแต่งที่ยืนพื้นจากสิ่งที่เป็นเรื่องจริง หรือตามศัพท์ที่คุ้นเคยประสาคนดูหนังคือ Bast On True Story (BOTS)
แต่ถึงจะสร้างมาจากเรื่องจริงได้ใกล้เคียงแค่ไหน แต่ Fic ก็คือ Fic ครับย่อมต้องมีการตัดเติมเสริมแต่งเพื่อรรถรสในตัวเรื่องบ้างไม่มากก็น้อย
ไม่มีทางที่ Fic จะกลายเป็น Fact ได้ หากมีการเพิ่มเติมอะไรที่นอกเรื่องเข้าไปด้วย
จริงๆแล้วเหตุผลของการแต่งเติมหรือเปลี่ยนแปลงจากความจริงไม่ใช่เพราะเหตุผลทางเนื้อเรื่องแต่อย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการตีความของผู้เขียนบทด้วยว่าจะเข้าใจเรื่องที่จะนำมาเขียนไปในทิศทางใด
...................................................................
การจะทำใหม่หรือสร้างอะไรที่มาจากต้นแบบนี่ มีผลเสี่ยงต่อกระแสหลายด้านจริงๆทั้งด้านที่ชอบและด้านที่ไม่ชอบ แต่นิยายก็คือนิยาย ภาพยนตร์ก็คือภาพยนตร์ จะเอาให้เหมือนกันเป๊ะๆเสียทีเดียวก็ไม่เหมาะ
ต่อให้ต้นแบบดียังไง พอเอามาเรียบเรียงใหม่ก็ต้องบิดเพี้ยน แม้กระทั่งเรื่อง War of the World เมื่อเทียบกับหนังสือและฉบับภาพยนตร์ก็ยังเปลี่ยนยุคสมัยไปแบบคนละเรื่องเลยด้วยซ้ำ
เราดูภาพยนตร์สักเรื่องเราจะหวังอะไรเป็นอันดับแรกล่ะครับ สำหรับผม ผมหวังจะดูความสนุกความมันส์ การแอ็กชัน อารมณ์ตัวละคร การหักมุม การจบที่ลงตัว
สิ่งเหล่านี้สามารถครบเครื่องในนิยายหนาๆเล่มหนึ่ง แต่อาจขาดตกหกหล่นบ้างในภาพยนตร์ที่บีบให้เหลือเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น บางทีผมก็เข้าใจหัวอกคนกำกับหนังล่ะนะ ด้วยข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่ถ้าทำออกมาได้สาระเหมือนหนังสือมาเพียบพอก็เข้าท่าแล้วล่ะ
มีหนึ่งวลีถูกใจจากเรื่อง SWAT กล่าวไว้ว่า การทำเรื่องถูกบางทีก็ไม่ใช่สิ่งถูก
เหมือนจะเป็นคำพูดแก้ตัว แต่จริงๆแล้วมันก็มีความหมายของตัวเองน่ะครับ ต้องถามก่อนว่า ถ้าพูดถึงแฟนฟิคที่เอามาจากในเกม สิ่งที่ท่านผู้อ่านคาดหวังคืออะไรล่ะครับ?
ถ้าต้องการความสนุกที่คาดเดาไม่ถึงหรือไล่ไม่ได้จับไม่ทันก็ต้องการความแปลกใหม่ แต่ถ้าต้องการแบบในเกมเป๊ะๆก็อีกเรื่อง อย่ายึดติดกับของเดิมอันนี้ผมเห็นด้วย แต่ก็ไม่ควรทิ้งรากฐานของนิยายนั้นๆ
ตัวอย่างที่ดีก็คือหนังเรื่องผีชีวะ (Resident Evil)
มีการสร้างเรื่องใหม่ที่ขนานกับเรื่องในเกม แม้จะมีการบิดเพี้ยนไปบ้าง ตอนแรกก็คาดหวังว่าจิลจะเป็นตัวเอก แต่เอาจริงก็ไม่ใช่ อย่างบอสภาคแรกตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นไทรัน แต่เอาเข้าจริงกับเป็นเพียงริกเกอร์ในเกมภาค 2 ตัวที่โดนลูกสองกดใส่สักสองสามทีก็ตาย
ก็ค่อนข้างผิดหวังกันแนวเรื่องอยู่แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่าทำหนังออกมาใช้ได้เลยนะ ดูแล้วก็ให้ความรู้สึกว่าต้นแบบเป็นเป็นเกมไบโอฮาซาร์ด แล้วก็ลุ้นในเรื่องตลอดเวลาเลย
ขาเกมคงคิดเหมือนกันว่า ผิดจากอิมเมจที่คิดไว้ว่าต้องมีถือปืนวิ่งไล่ยิงซอมบี้ ไล่หาความลับ สุดท้ายขึ้นเฮลิปคอปเตอร์หนีไป บลาๆๆ แต่ในความเป็นจริงกลับฮาร์ดคอร์กว่านั้นเยอะ
อย่าว่างั้นงี้เลย ผมเองก็เป็นแฟนเกมไบโอฮาซาร์ดตัวยงคนหนึ่งเลย ภาค PS1 เล่นเคลียร์มาหมด (แบบปกติน่ะ มือไม่ถึงขั้นใช้มีดหรอก) โดยเฉพาะภาค1ที่เป็นพื้นฐานของภาพยนตร์นี่ ผมคลั่งหนักจนเรียกได้ว่ายุคนั้นจำแผนที่ได้ชัดเลย ไม่ต้องเปิดคู่มือว่าห้องไหนมีอะไรเลยเชียว ไอเท็มมีอะไร กรีนเฮิร์บอยู่ไหน สีอะไรบ้าง ผสมยายังไง
พอได้เข้าไปดูหนังตอนแรกผมค่อนข้างผิดหวังที่ไม่ได้อิงจากเกม คือเนื้อเรื่องแทบไม่เกี่ยวกับฉากในเกมเลย คฤหาสน์ก็เป็นส่วนประกอบไป ความลับกลไกก็ไม่ต้องหา ผิดคาดจริงๆครับ แต่ทว่า... ถ้าพูดถึงความเป็นหนังแล้วผมชอบมากเลย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมดูสองรอบเลยทีเดียว
อารมณ์นั่นล่ะครับที่ทำให้ผมเข้าใจว่า การทำเรื่องถูกบางทีก็ไม่ใช่สิ่งถูก
...................................................................
เหตุผลที่ Fic ต้องต่างกับ Fact ก็เพราะต้องเพิ่มมิติเข้าไปให้เกิดความสนุก อันนี้ได้ประสบการณ์ตรงมาจากการแต่งนิยายแฟนฟิค
แต่เดิมผมแต่งนิยายที่อิงทุกอย่างแบบเป๊ะๆ ตั้งใจว่าจะไม่เปิดช่องให้พลาดเลย พอแต่งไปได้สักช่วง สุดท้ายก็ล้มไปเข้าโหลดองปิดผนึกตลอดกาล...
สาเหตุหรือครับ เพราะโครงมันแน่นเกินไป ไม่เปิดช่องให้เกิดความยืดหยุ่นได้เลย พอมีไอเดียน่าสนใจมาทีหลังจะจับยัดก็จับไม่ได้แล้ว พอจะคลายก็คลายไม่ได้อีก แน่นจนทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากแต่งต่อไปให้จบเท่านั้น ต่อให้มีจุดผิดพลาดก็ต้องปล่อยให้ผิดต่อไป
อะไรคือสิ่งที่ทำให้แฟนฟิคจากเกมต่างจากเกม อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนอ่านๆแล้วรู้สึกว่าลุ้นไม่เหมือนกับการเล่นเกม
สิ่งนั้นเห็นจะเป็นสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายของผู้อ่าน...
พูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทิ้งข้อมูลหรือมั่วประเด็นฟิคนะครับ ไม่ใช่เลย ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับนิยายที่มั่วซั่วและผิดแนวจากภาคปกติ
โดยพื้นฐานแล้วก็ต้องยึดข้อมูลนั้นอยู่ แล้วต้องแน่นในระดับหนึ่งด้วย ต้องมั่นใจว่ารากฐานหลักๆของนิยายเรื่องนั้นต้องพ้องกับต้นแบบ กล่าวคืออ่านแล้วตอนแรกก็ต้องรู้เลยว่ามาจากนิยายเรื่องอะไรและไม่รู้สึกว่าขัดแย้งแต่อย่างใด
แต่ก็ต้องมีปมอะไรสักอย่างที่นอกเหนือความคาดหมายให้ผู้อ่านได้ลุ้นตามไปด้วย นี่เป็นงานยากของแฟนฟิคเลย โดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว
ถ้ายกตัวอย่างหนัง 2 เรื่องข้างบนมาดูว่าอะไรเหมือนอะไรต่างก็พบอยู่เยอะเลย
Resident Evil - ตัวเอกไม่ใช่จิลแต่เป็นอลิซยามที่เป็นสายให้กับองค์กรที่หวังล้มล้างอัมเบรล่าแล้วเกิดการหักหลังกันเอง ในขณะที่ในเกมจิลกับทีม STAR ต้องมาหาทีมชุดก่อนหน้านี้ที่หายเงียบไปอย่างลึกลับ
ปมในเรื่องหากโดนซอมบี้กัดแล้วติดเชื้อทุกรายรอเวลาตาย แต่ในเกมไม่เป็นไร ต้องตายก่อนเชื้อถึงจะทำงานให้ศพลุก
ในเรื่องบุกรวดเดียวถึงรวงผึ้งเลย แต่ในเกมวิ่งวนที่คฤหาสน์กว่าชั่วโมงเพื่อแก้ปริศนาก่อนถึงจะลงไปในแลปได้
ส่วนเรื่อง War of the world เรื่องนี้มีหนังสือนิยายอยู่แต่อ่านไปได้ครึ่งเดียว (เพราะไม่โดนใจเอาซะเลย)
ธีมเรื่องในหนังสือเกิดในยุคสมัยค่อนข้างเก่าไปในยุคพวกเครื่องจักรไอน้ำพึ่งเข้าเองมั้ง ทหารยังใช้ปืนใหญ่ครกแบบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่เลย
แต่ในฉบับฮอลลีวู้ดธีมเรื่องเกิดในยุคปัจจุบันนี่ล่ะ ตัวหุ่นยนตร์จากต่างดาวยังคนละแบบจากที่ในหนังสือเขียนไว้
ก็อะไรประมาณนี้ล่ะครับ ประเด็นบางอย่างแตกต่างแต่ก็ยังยืนโครงเรื่องได้ จุดประสงค์เดียวก็เพื่อทำให้หนัง(นิยาย)นั้นสนุกถูกใจผู้อ่าน
การบิดปมบางครั้งก็ไม่ถูกใจผู้อ่านขาที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ได้เหมือนกัน อันนี้ก็แล้วแต่คนไปว่าคาดหวังแบบไหนกัน
แต่ถ้าจะให้มองผมว่าของที่เอาจาก Fact มาเป็น Fic ไม่ว่าเรื่องไหนก็ต้องมีการบิดปม
มันคงไม่สนุกแน่หากผู้อ่านนั่งดูแล้วเดาได้ว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แล้วใครจะรอดใครจะตาย บอสใหญ่จะตายยังไง
ถ้าเสียเงินนั้งดูหนังแล้วรู้ไปหมดแบบนี้ สู้เก็บเงินไปซื้อขนมแล้วนั่งเล่นเกมอยู่กับห้องจะประหยัดกว่าเยอะเลย ผมคิดแบบนี้นะ
...................................................................
พูดถึง Fanfic ที่ผมกำลังแต่งแล้วรู้สึกไม่สบายใจในตอนนี้ก็เป็น เรื่อง Touhou Fanfic
สำหรับโดจินบางเล่มถ้าภาพสวยจัดช่องดี ต่อให้อิงตามเกมเป๊ะๆมันก็น่าอ่าน แต่นิยายไม่ใช่แบบนั้นแน่ครับ ต่อให้ใช้ภาษาได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเนื้อเรื่องเหมือนเดิมทุกประการ การจะลากให้ผู้อ่านติดตามข้ามปีได้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
คือถ้าเขียนแนวโนเวลที่อิงตามเกมเป๊ะออกมาแล้วเขียนดี ถามว่าอ่านไหม ก็อ่านนะ แต่ไม่ได้ร้อนรนอยากอ่านสักเท่าไหร่ ออกก็อ่าน ไม่ออกก็ไม่เป็นไร หายไปก็ไม่งงไม่เรียกร้องให้กลับมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อ อาจเสียดายไม่มีฉบับแปลไทยก็เท่านั้น...
ผมอยากให้ความสำคัญกับคุณค่าของแฟนฟิคที่แต่ง แล้วความสำคัญนั้นก็มาจากความสนุกเป็นประเด็นหลักเพียงเท่านั้น
ผมเข้าใจนะว่าแต่งนิยายแนว BOTS จะเป็นเรื่องยากมากระดับหนึ่ง แต่อย่างว่านิสัยและสไตล์การเขียนของผมมันมาแนวนี้แล้ว
ฟิคที่ผมเขียนส่วนใหญ่จะออกแนวซีเรียสและจริงจัง ทุกอย่างควรมีเหตุผลรองรับที่มาที่ไป ไม่ใช่หลุดลอยคิดจะออกก็ออก คิดจะตายก็ตาย
บางทีนี่ก็เป็นดาบสองคมที่แทงตัวเองเหมือนกัน ยิ่งเขียนมายิ่งมีจุดให้จับผิดมาก แต่พอเขียนไปแล้วครั้นจะลดข้อมูลก็โดนจวกว่าไม่ใช่อีก...
อันที่จริงจุดประสงค์แรกเริ่มเดิมทีของ Touhou Fanfic ก็มาจากการที่ผมชอบเนื้อเรื่องของยูยูโกะเพียงเท่านั้นเอง ผมเริ่มแต่งแบบเรียบเรียงสร้างจินตนาการมาตั้งแต่ยังไม่ได้เล่นภาค 7.0 เสียด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นพบได้เล่นเกมผมก็เลยแต่งต่อมาในส่วนเนื้อเรื่องของเรย์มุเพื่อให้ไปเจอกับยูยูโกะ หากจะว่าไปก็ได้แรงบันดาลใจจากภาค 7.0 ต่อเนื่องอีกนั่นล่ะ
การที่ผมได้แรงบันดาลใจจากภาค 7.0 จนมาแต่งแฟนฟิคในชื่อภาค Perfect Cherry Blossom นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะแต่งฟิคที่ลอกต้นแบบมาจากเกมนะครับ
แฟนฟิคก็คือแฟนฟิค สิ่งที่ออกมาจากในฟิคก็เป็นภาพในจินตนาการความคิดของผมที่ดึงข้อมูลมาแปรสภาพแล้วเรียบเรียงออกมา ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่ผมเขียนจะตรงตามเกมทุกประการ
หากเทียบโดจินก็เป็นแนวเดียวกับเซอเคิ่ล Flipflop ที่วาด7.0 ออกมาทั้ง 2 แนวๆซีเรียสกับแนวขำๆ ผมเองก็อยากให้ท่านรู้สึกกับฟิคผมในแนวนี้เช่นกัน
อย่างไรเสียนิยายก็ต่างจากเกม
งานหนักของคนแต่งก็คือจะทำอย่างไรที่หยิบความสนุกในเกมมาเป็นความสนุกในแบบตัวอักษร จะทำอย่างไรที่ 2D ในเกมจะกลายเป็น 3D ในจิตนาการ จะทำอย่างที่ที่ทำให้มีสิ่งดึงดูดดึงคนอ่านได้
ที่จริงแล้วตัวของเกมเองก็มีแรงดึงดูดแฟนๆขาสายนั้นมากในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่สำหรับผมๆมองว่ามันไม่พอที่จะทำให้เขาตามอ่านนิยายตั้งแต่ต้นจนจบได้แบบไม่วางตา...
นิยายที่เป็นตัวอักษรดึงดูดสายตาผู้คนได้ยากกว่าหนังสือการ์ตูนเยอะครับ ดังนั้นแล้วต้องมีการเติมอีเวนท์หรือลูกเล่นที่คาดไม่ถึงเข้าไปอยู่เสมอๆ
ก็ดาบสองคมอีกเช่นเคย การเติมอะไรเข้าไปบางทีก็ขัดความรู้สึกบางประเด็นของผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างที่การคิดออกนอกกรอบหยิบนั่นผสมนี่... แต่บางครั้งผมก็คิดว่ามันจำเป็นต้องทำ
การนอกเหนือความคาดหมายบางครั้งก็สร้างความประหลาดใจได้ แต่หากบางครั้งก็ไม่เป็นที่ถูกใจกับแฟนพันธุ์แท้บางท่านนัก ส่วนนี้ก็ต้องทำใจก่อนแต่งว่าอาจมีฟี้ดแบ็คในบางรูปแบบกลับมา
แต่เอาเข้าจริงก็ทนยากเหมือนกันแฮะ...
ความเห็นที่ชื่นชอบและสนุกก็มีอยู่เยอะครับ แต่ความเห็นที่มองว่าผิดจากเกมตรงนั้น ผิดจากส่วนจริงตรงนี้ก็มีไม่น้อย
จะว่ายังไงดีล่ะบางทีความคาดหวังของผู้อ่านก็ต้องการให้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น แต่ผมก็ขอบอกตามตรงว่าคงตอบสนองให้ไม่ได้หมดตามที่ต้องการ
ถ้านิยายนี้มาในแบบแรงบันดาลใจ โลกที่อุปโลกขึ้นมายังไงก็ควรจะเป็นอย่างนั้น จะอนุโลมให้ก็ระดับหนึ่ง แต่ถ้าทุกแทรกแซงอย่างรุนแรงนิยายก็ล่ม...
บางทีเจอจับผิดแบบให้สมจริงทุกเม็ดเข้าก็อดที่จะปวดหัวไม่ได้ ยิ่งโดนชนิดที่ว่านั่นผิดนิดก็ติ โน่นผิดนิดก็ติ อะไรนี้เพี้ยนนะไม่ได้ ต้องเหมือนต้นฉบับทุกอย่าง
แบบนี้ผมไม่ไหวจริงๆครับ ขยับไม่ได้เลย เจอแบบนี้เข้าบ่อยๆนิยายล่มปิดตัวลงแน่ผมสาบานได้เลย
พูดตามตรงว่าโทโฮแฟนฟิคนี่เป็นอะไรที่ต้องบิวด์อารมณ์มากกว่าฟิคอื่น แม้กระทั่งฟิค RO ที่แต่งมากว่าสองพันหน้ายังไม่ต้องใช้อิมเมจมากเท่าเรื่องนี้เลย
ฟิคที่เขียนง่ายที่สุดคือเรื่องสั้นสีเลือด ใช้ความเครียดเข้านำแล้วใส่มันเข้าไปให้หมด ส่วนฟิค RO นั้นยังไงก็ได้เพราะคิดเรื่องเองอยู่แล้ว
แต่โทโฮไม่ใช่ มันต้องใช้การสร้างอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่านี้เพราะเป็นโลกของคนอื่นที่ต้องจำลองให้สมจริงที่สุด และตัวละครแต่ละตัวก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น จำเป็นต้องละเอียดอ่อนให้มากที่สุดเพื่อเก็บทุกเม็ด...
อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นคนไม่รับความคิดเห็นคนอื่นแต่อย่างใด ประสบการณ์การแต่งที่มากกว่าหกปีก็ทำให้เจอความเห็นต่างๆมาเยอะแยะ
แต่บางครั้งความคาดหวังของผู้อ่านกับความคาดหวังของผู้แต่งก็ไปกันคนละทางจริงๆ
ในเมื่อผู้อ่านอยากให้มันสมจริงมากๆ แต่ผู้แต่งต้องการความสนุกมากๆจนต้องทำอะไรที่หลุดกรอบไปบ้าง บ่อยครั้งก็รวนกันเอง
ผมเองก็ต้องระวังในประเด็นนี้อยู่ แต่การแต่งนิยายจำเป็นต้องมีอิสระในระดับหนึ่งด้วย ถ้าต้องแต่งแบบระวังว่านั่นจะผิด นี่จะไม่ใช่ โน่นจะไม่เข้าเรื่อง มีอะไรมาคอยผูกมัดอยู่ตลอดเวลาต้องระแวงนั่นนี่เสมอ ผมคงเดินเรื่องต่อไม่ได้แล้วล่ะครับ...
ล่าสุดก็โดนคอมเม้นต์มาว่าข้อมูลไม่ถูก ยกตัวอย่างรูปประโยคมาว่า
'มาริสะที่ชื่นชอบเรื่องการเรียนรู้และคิดค้นเวทมนตร์ต่างๆจึงไม่มองข้ามที่จะศึกษาคาถาบทนี้ไว้ ซึ่งเธอเองก็ขึ้นชื่อในเรื่องความสามารถประเภทครูพักลักจำ ก่อนหน้านี้ก็เคยเลียนแบบเวทมนตร์ประเภทเลเซอร์ของพาชูวลี่มาแล้ว ย้อนลงไปก่อนหน้านี้ก็เป็นท่าหากินอย่างมาสเตอร์สปาร์คที่เรียนรู้มาจากมิมะด้วย'
ถ้าว่ากันตามเรื่องจริงๆมาสเตอร์สปาร์คนั้นมาริสะเห็นมาจากยูกะครับ อันนี้ประเด็นถูกต้องเลย
แต่ในสายตาผมๆมองว่ามาริสะในยุคนั้นยังเป็นจอมเวทฝึกหัดดูอย่างเดียวอาจเลียนแบบไม่ได้ แล้วตอนนั้นก็ยังเป็นลูกศิษย์มิมะอยู่เลยคิดว่าคนที่ให้มาริสะใช้ได้จริงๆน่าจะเป็นมิมะมากกว่า
ด้วยเหตุผมนั้นจะมองแบบไหนไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกนะครับของแบบนี้มองต่างมุมกันได้ อย่างที่บอกมาแต่แรกว่าผมแต่งฟิคแนวซีเรียสและหาเหตุผลรองรับมาแต่ไหนแต่ไร ผมก็ย่อมจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน
อันที่จริงแล้วประเด็นนี้ก็พูดยากเพราะนับย้อนจากภาค 5 ลงไปที่เป็น DOS นั่นขนาดทางคุณ Zun คนออกแบบเกมเองยังคิดที่จะทิ้งเลย การเอามาอ้างอิงจะใช้ได้แค่ไหนก็ไม่รู้ ก็ตีความกันไป แต่ผมก็หยิบมาเพื่อสร้างน้ำหนักเท่านั้นเอง
บางครั้งการที่ผมไม่อธิบายทั้งหมดหรือไม่สรุปในแนวทางนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้รู้เรื่องไม่มีข้อมูลในส่วนนี้
มันมีหนึ่งในลูกเล่นการเขียนที่ใช้วิธีการอธิบายแบบครึ่งเดียว คือลงสาระไม่ครึ่งเดียวพอสังเขป ส่วนอีกครึ่งให้ผู้อ่านตีความเอาเองเพื่อลดความยาวและคำฟุ่มเฟือยลงแล้วยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดตามไปด้วย
เข้าใจว่านิยายแฟนฟิคที่เขียนมานี้จะอิงยืนพื้น และแน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายที่ผมเขียนคือเจาะกลุ่มแฟนตัวยงจริงๆ แต่ก็อยากให้ผู้อ่านเข้าใจด้วยว่าบางทีเกมที่โยงยาวหลายๆภาคมันมี timeline ที่แตกต่างกัน คุณมองแบบหนึ่งผมอาจจะมองแบบหนึ่งก็ได้
คุณอาจมองว่าเรื่องทั้งหมดก่อนหน้านี้เกิดจากมาริสะเป็นคนเดินเรื่อง แต่ผมอาจมองว่าเรื่องทั้งหมดเกิดโดยใช้เรย์มุเดินเรื่องก็ได้
ถ้าอีเวนท์บางอย่างไม่ตรงจริงก็ไม่ได้หมายความว่าผู้แต่งไม่รู้เรื่องรู้ราวนะครับ แต่ต้องบิดเรื่องให้หลวมเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับเหตุผล
อันไหนที่ผมไม่ชัวร์จริงๆผมจะแนบเหตุผลเสมอๆในช่วง Free Talk เองครับ ที่ไม่บอกคือผมซ่อนมุมมองของเรื่องไว้ก็เท่านั้นเอง
การเสนอแนะข้อที่คิดว่าผิดพลาดก็เป็นเรื่องดีครับ แต่ถ้าถี่ยิบแบบกะไม่ให้ผมกระดิกได้เลยนั่นไม่ดีแน่ๆ
บางทีก็เจอความเห็นเสียดความรู้สึกเหมือนกัน คือจะบอกว่าควรเป็นแบบนั้นแบบนี้ก็ได้ไม่ว่ากันเปิดรับอยู่แล้วครับ แต่ขอให้มาในแบบคนอ่านนิยาย ไม่ใช่ในแบบขาเกมเถอะครับ
มาในแบบนิยายผมก็อธิบายในแบบนิยายให้เข้าใจได้ แต่ถ้ามาในแบบเกมผมก็จนปัญญาจะตอบ เพราะที่แต่งเป็นนิยายจากเกมที่ไม่ใช่เกมเป็นบทสรุป ผมไม่ได้เชี่ยวชาญเกมเลยรู้แค่ข้อมูลกลางๆเท่านั้นเอง
ผมเองก็ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้โทโฮขนาดรู้ลึกทุกประเด็นเหมือนกัน ผมก็แค่นำเสนอในรูปแบบฟิคที่ยืนตามแฟค แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวฟิคจะต้องเป็นแฟคไปซะทั้งหมด
FanFic Not FanFact...
ผมถือแนวทางการแต่งว่านิยายจะไปรอดหรือไม่ต้องขึ้นอยู่สองปัจจัยคือ คนอ่านสนุก และคนเขียนสนุก
ตอนนี้ขอสารภาพว่าคนเขียนชักเริ่มไม่สนุกแล้วสิ...
...................................................................
อันนี้ประเด็นแถมเผื่อมองต่างมุมกันเล่นๆครับ
เก่งนักก็มาแต่งเองสิ!
วลีคำนี้มักเจอบ่อยเวลามีการโต้เถียงกัน เจอได้บ่อยๆในบอร์ดนักเขียนบางที่ โดยเฉพาะเคสที่นิยายสนุกจนแฟนคลับเยอะ หากมีใครมาสับเสียเละเทะก็มักจะมีแฟนนิยายอย่างน้อยคนหนึ่งที่ดักคอด้วยประโยคนี้
อันที่จริงแล้วโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบการตัดบทแบบนี้เอาเสียเลย อย่างไรซะคำกล่าวนี้ผมจะไม่ยอมให้หลุดปากไปถึงผู้อ่านแน่ๆ และจะพยายามไม่ให้แฟนนิยายต้องหลุดปากออกไปด้วย
ผมถือว่าคำวิจารณ์ที่มีเหตุผลคืออีกมุมมองหนึ่งที่ผมมองข้ามไป โดยเฉพาะในจุดเล็กน้อยที่ผมพลาดหรือมองข้ามไป แต่ก็ยกเว้นในส่วนของโครงเรื่องนะครับ เพราะหลังจากวางโครงแล้วแต่งไปแล้วติมาก็ไม่ช่วยอะไรเลย กลับไปแก้ไม่ได้ด้วย กระทั่งปักเสาเข็มไปแล้วจะให้ขุดมาตอกใหม่ก็เครียดพอแล้ว ของที่สร้างไปแล้วจะให้ทุบแล้วสร้างใหม่ที่คงไม่ไหวครับ
ส่วนหนึ่งผมมองว่าการเสนอแนะที่ดีต้องไม่ควรแทรกแซงโครงเรื่อง ในประเด็นปลีกย่อยก็เสนอกันได้ แต่ถ้าเป็นโครงเรื่องแบบอยากให้ตามใจฉัน นักเขียนคนไหนก็ไม่พอใจกันทั้งนั้นล่ะครับ
เคยมีหลายกรณีที่สนพ.ติดต่อมาว่ายินดีจะรับเรื่องของคุณไปตีพิมพ์ แต่มีข้อแม้ว่าต้องแก้โครงเรื่องตามที่เขาต้องการ เชื่อไหมครับว่ามีนักเขียนหลายท่านที่ปฎิเสธโอกาสนั้นไปอย่างไม่ใยดี
เรื่องบางอย่างอาจดูเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่กลับคนแต่งอาจคือความภูมิใจและศักดิ์ศรีของเขา
ในบางกรณีที่มีคนไม่เข้าใจว่าจะยึดติดอะไรกับโครงนักหนา ก็มีคำอธิบายที่ดีอยู่...
อย่างที่บอก ผมจะไม่ประชดว่า 'เก่งนักก็มาทำเองสิ' กับผู้อ่านที่หวังดีมาให้ข้อมูล แต่ผมอยากจะเปลี่ยนเป็น 'ถ้าอยากรู้ว่าทำไมผมทำแบบที่คุณว่าไม่ได้ คุณต้องลองมาแต่งเองดู' แทนครับ
จะได้เป็นการมองต่างมุมครับ ของแบบนี้อธิบายยาก แต่ละคนก็มีสไตล์ที่ต่างกันไป ถ้าได้ลองมาทำดูสักนิดก็ได้เป็นการเปิดโลกทัศน์ในอีกมุมมองได้ครับ อะไรบางอย่างที่มองว่าง่าย บางทีมันก็ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด ผมเองก็มารู้สัจธรรมข้อนี้ตอนเริ่มเขียนนิยายแฟนฟิคนี่ล่ะครับ...
มันจะมีประเด็นเล็กประเด็นน้อยที่แอบแฝงแล้วอธิบายให้เห็นภาพได้ยากอยู่ แต่อย่างน้อยการได้ลองเขียนด้วยตัวเองแล้วยืนระยะยาวสัก 3-4 เดือนรับความเห็นต่างๆดู จะพบว่ามันมีประเด็กปลีกย่อยมากมายที่ทำให้ฟิคต้องอัดเปลี่ยนรูปแบบแฟคไป ต้องลองครับต้องลอง
เชื่อว่าการได้รู้ด้วยตัวเองน่าจะทำให้กระจ่างเห็นจริงได้มากกว่าการที่ต้องมารับฟังคำอธิบายจากตัวผู้เขียน...
...................................................................
บ่นมายืดยาวแบบนี้อาจสงสัยว่าไปโดนอะไรมา
จริงๆก็ไม่โดนอะไรมาหรอกครับ เล็กๆน้อยๆเท่านั้นล่ะ เพียงแต่เก็บมาระดับหนึ่งแล้วจนคิดว่าน่าจะมาอธิบายสรุปสักที แล้วก็อีกอย่างนิยายแฟนฟิคโทโฮยังต้องแต่งต่อไปในภาค 6 อีก
ก็เลยคิดมาปรับความเข้าใจเกี่ยวกับตัวนิยายสักนิด...
ผู้อ่านบางแนวเองก็คงไม่ชอบนักถ้ามีอะไรที่มีอะไรเกินความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง ผมเองก็ไม่สนุกนักเหมือนกันที่ต้องมาอธิบายว่าทำไมต้องบิดยังงั้น ทำไมต้องหยิบส่วนนี้
คือของแบบนี้ก็มีบ้างล่ะครับที่จะสงสัยกัน แต่ถ้ามาแบบต่อเนื่องสองตอนครั้งสามตอนครั้งไปจนจบภาคแบบนี้ผมก็ลุยต่อไม่ไหวเหมือนกัน...
แต่งฟิคก็ออกมาอยากให้อ่านกันแบบที่จะรับในความเอ็นเตอร์เทนมากกว่าเอามาอ้างอิงเป็นบทสรุปอะไร
ผมให้ท่านผู้อ่านรู้สึกสนุกและลุ้นตามเหมือนดูโดจินในหลายๆเรื่องหลายๆเล่ม
ก็ขอบอกจุดยืนอีกครั้งว่าแฟนฟิคที่เขียนเป็นเพียงแรงบันดาลใจที่ได้มาจากเกม โดจิน และความชอบส่วนตัวในเนื้อเรื่องกับตัวละครครับ
สิ่งที่หยิบมาเขียนคือเนื้อเรื่องที่เรียบเรียงใหม่โดยยืนพื้นเนื้อเรื่องของแต่ละภาคไว้ในรูปแบบ จินตการและสไตล์ผมเอง และแน่นอนต้องมีจุดที่เหมือนและแตกต่างกับในเกมตามความหมายของ FanFic เช่นกัน
ดังนั้นหากมีอะไรที่ไม่ตรงกับเกมและสะกิดใจก็ขออภัยและชี้แจงมา ณ ที่นี้อีกครั้งครับ เพราะนี้คือนิยายสไตล์ผมจะให้ปรับเปลี่ยนอะไรที่ไม่ใช่แนวตัวเองผมคงทำไม่ได้ล่ะครับ
ปล. อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่สะสมมานานทำให้สภาพจิตใจตอนนี้ทั้งแดงและดำปนเปกันไปหมดเลย
ด้วยสภาพอารมณ์เช่นนี้คงยากที่จะแต่งนิยายให้ดีออกมาได้ ผมขอถือโอกาสแจ้งมา ณ ที่นี้นะครับว่าจะพักฟิคโทโฮไว้ก่อนสักเดือนหนึ่งเป็นอย่างน้อย
ช่วงนี้คงแต่งฟิค RO กับเขียนบทความไปเรื่อยๆจนกว่าใจส่วนนี้จะกลับมาสงบเหมือนเดิมแล้วมีไฟการแต่งลุกอีกครั้ง
ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องขอโทษท่านผู้อ่านที่ต้องทำให้อารมณ์ขาดช่วงนะครับ แล้วก็ต้องขอขอบคุณที่ตามผลงานด้วยดีเสมอมา ผมจะรีบตั้งตัวกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ...