2007/Jan/11

ไหนๆก็โดนมาแล้วก็เอาเสียหน่อย มีเรื่องแปลกๆมาเล่าเยอะแยะเลย

1. เรื่องของมะม่วงเปรี้ยวๆ

คนทั่วไปนั้นผมเชื่อว่าจะมีความเหมือนกันอย่างเมื่อได้เห็นของเปรี้ยวๆนะ

อาการแรกที่แสดงออกมาก่อนเมื่อเห็นพวกมะม่วงเปรี้ยว มะม่วงน้ำปลาหวาน มะม่วงดอง มะปรางดอง มะขามดอง มะยมเขียวเปรี้ยวอมฝาด พวกนี้ แรกสุดคือน้ำเต้ยไหลใช่ไหมล่ะครับ
อาการต่อมาเมื่อของสิ่งนั้นเข้าไปในปากแล้ว ความรู้สึกจี๊ดจะแล่นไปทั่วสมอง น้ำลายจะชุ่มกว่าเดิม แต่ความปวดร้าวจะไม่หยุดแค่นั้นแต่สะเทือนไปถึงกรามจนเหมือนมีใครเขย่า จากนั้นตาทั้งสองข้างจะหลับปิดปี๋สนิท
แล้วอาการขั้นสุดท้ายหลังการกินก็คือชีพจรลงล่าง สิ่งที่กินเข้าไปนั้นจะกลายเป็นข้าศึกกระทุ้งประตูด่านสุดท้ายจนนั่งไม่ติดจ้องจะเข้าส้วมสถานเดียว

สำหรับอาการ 3 ประเภทขั้นต้นนี้ถ้าใครมีครบก็ขอแสดงความเสียใจด้วย คุณอ่อนไหวกับอาหารเปรี้ยวครับ
แต่หากใครทนได้ทุกประการก็ขอแสดงความยินดีแทน เพราะนั่นก็แสดงว่าคุณมีภูมิต้านทานความเปรี้ยวแล้ว

จะว่าไปแล้วผมว่าผมเป็นคนประเภททนกับพวกของเปรี้ยวคนหนึ่งล่ะนะ โดยเฉพาะมะม่วงเปรี้ยวจัดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบ อะไรนี่โปรดปรานนักแล
มะม่วงยิ่งเปรี้ยวผมยิ่งชอบ เอามาฝานบางๆคลุกน้ำปลาน้ำตาลพอให้หมักเป็นน้ำเหลืองรสหวานอมเปรี้ยวนะ อู้ว อร่อยอย่าให้บอก ชอบมาแต่เด็กเลย (นี่ตอนกำลังพิมพ์ tag นี่ก็มีจานมะม่วงที่ว่าอยู่ข้างตัว จริงๆนะเนี่ย เลยหยิบมาเป็นประเด็นมาซะเลย)

เอาเป็นว่ามะม่วงเปรี้ยวบางอย่างที่คนที่บ้านกินแล้วเข็ดฟัน ผมเอามาเคี้ยวเอื้องแบบไม่ต้องจิ้มน้ำปลาหวานได้เฉยๆเลย ถามว่าเปรี้ยวไหม มันก็เปรี้ยวนะ แต่ไม่ถึงขั้นทนไม่ได้จนต้องทำหน้าเบ๊แฮะ...
อืม... เราคงมีภูมิต้านทานเรื่องมะม่วงเปรี้ยวในระดับหนึ่งแล้วสินะ ซึ่งก็ชอบความท้าทายมาก ไหนใครบ่นมะม่วงต้นที่บ้านเปรี้ยวจนกินไม่ได้ก็ส่งมาให้ผมจัดการแทนได้ครับ ถูกใจนักเลยเชียว

บางครั้งก็มีคนถามว่า 'เฮ้ยไม่เปรี้ยวเลยหรือไง?'
เราก็ตอบไป 'เปรี้ยวสิ'
เขาก็สงสัยต่อ 'แล้วทำไมไม่หยีตา หรือออกอาการเข็ดฟันบ้างล่ะ?'
'แล้วทำไมต้องหยีตาด้วยล่ะ?'

คือต้องบอกว่ามันเปรี้ยวก็จริงอยู่ แต่มันไม่ได้เปรี้ยวสุดๆเปรี้ยวติดทนนานแบบมะนาวนี่ครับ
อาการเข็ดฟันน่ะผมก็เป็น แต่เป็นแค่ช่วงมะม่วงแผ่นแรกเท่านั้นเอง พอน้ำมะม่วงกระจายไปทั่วลิ้นพอชินแล้วก็เฉยๆล่ะ คนกินมะม่วงเปรี้ยวบ่อยๆน่าจะคุ้นเคยกันดีครับ


----------------------------------------------------------


2. สยองขวัญแบบไร้ทางหนี

คุณเคยบ้างไหมกับการต้องเผชิญหน้ากับสิ่งบางอย่างที่น่าเกลียดน่ากลัวแต่อาจหลบหนีไปได้?
ผมเจอมาแล้วล่ะ...

ก่อนเข้าเรื่องต้องขอบอกก่อนว่าผมเป็นคนที่เกลียดพวกตัวบุ้งมาก เกลียดแบบขยะแขยงครับ
คือตอนเด็กเนี่ยผมเคยไปเด็กดอกที่ต้นรักแล้วไปสะกิดใส่บุ้งขนเข้า คืนนั้นแพ้คันน่าดูเลย จากนั้นมาเลยเกลียดพวกบุ้งไปสนิทใจเลย ระแวงไม่อยากแตะอะไรทำนองนั้น
ถึงจะเกลียดแต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ร่วมโลกไม่ได้หรอกครับ อย่างถ้ามันอยู่ในบ้านก็เอากระดาษรอง หรือเอาไม้กวาดปัดเข้าที่ตักผงแล้วเอาไปทิ้งก็จบเรื่อง
แต่เรื่องที่จะเล่านี่มันทำไม่ได้น่ะสิครับ...

เรื่องนี้ต้องย้อนไปสมัยตอนที่ผมเรียนอยู่ตอนปี2 ซึ่งก็อยู่ในช่วงที่ผมต้องรับน้องบ้าง
มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ที่เชียงรายนั้นมีประเพณีเดินขึ้นดอยครับ มีดอยหนึ่งชื่อดอยแง่ม จะเป็นดอยที่อยู่หลังมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นใหญ่เลยล่ะครับ ทุกปีจะมีการให้นักศึกษาปีหนึ่งเดินขึ้นไปบนดอย จากนั้นก็ไปสักการะรูปภาพของสมเด็จย่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ก็ถือเป็นการฝึกความอดทน ทำความรู้จักสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัย เคารพผู้มีบุญคุณของแผ่นดิน ที่มาของชื่อมหาวิทยาลัย อีกทั้งได้รู้จักกับเพื่อนใหม่แล้วรุ่นพี่ครับ

สำหรับทางเดินขึ้นเขาถือว่าไม่ยากนัก แต่ช่วงฝนตกนี่อาจลำบากนิดหน่อยเพราะทางขึ้นยังเป็นดินแดงอยู่เลย ถ้าฝนตกหนักน้ำก็ไหลเป็นน้ำตกย่อมๆสีส้มขี้โคลนเลย อาจลื่นบ้างแต่ล้มแล้วไม่เจ็บ
ความที่เป็นภูเขาเก่า ต้นไม้สูงชันก็มีเยอะ ความชุ่มชื้นไม่ต้องให้บอกครับ ต้นกล้วยต้นไผ่ขึ้นให้รึ่มเลย มองไปทางไหนก็เขียวขจีไปหมด ผมว่าก็ไม่เลวนะถ้าจะเหนื่อยสักหน่อยแล้วมาบนยอดดอยแล้วชมวิวมหาวิทยาลัยจากทางด้านหลังเช่นนั้น

กลับมาเข้าประเด็นต่อ...
เนื่องด้วยความคิดอะไรแบบกำปั้นทุบดินว่าคณะเทคโนโลยีการอาหารน่าจะจัดการเรื่องการเตรียมข้าวกล่องได้ดีกว่าคณะอื่นอย่างพวกคอมพิวเตอร์หรือมนุษย์อิงฯ (คิดได้ไงเนี่ย เรียนรู้เรื่องกรรมวิธีแปรรูปอาหารแต่ให้มาจัดการเรื่องติดต่อร้ายอาหารทำข้าวกล่องเนี่ยนะ)

ที่สุดแล้วคณะก็ต้องรับมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยทางด้านผู้หญิงที่รู้จักกับร้านอาหารในโรงอาหารก็จัดการไป ก็ต้องรับผิดชอบประมาณ 200-300 กล่องได้ล่ะครับ
แน่นอนว่าอาหารพวกนี้ต้องไปอยู่บนยอดดอยก่อนที่น้องๆจะเดินขึ้นมาถึง ซึ่งก็คือก่อนเที่ยงนั่นเอง แต่ทว่าคณะผมต้องรับภาระเรื่องเตรียมการอาหารไม่พอยังต้องไปดูรุ่นน้องในคณะอีก ครั้นจะปล่อยอาหารกล่องไว้เฉยๆก็ไม่ได้ไม่รู้จะมีตัวอะไรมากินหรือเกิดฝนตกน้ำนองได้
ดังนั้นแล้วจึงต้องทิ้งไว้สักคนคอยดู...

จะเป็นใครได้อีกล่ะถ้าไม่ใช่ผมน่ะ...
โอเคไม่ว่ากัน ไหนๆเราก็ไม่ถนัดเรื่องพวกสันทนาการแล้ว นั่งเฝ้าเฉยๆก็ได้ แม้จะเซ็งหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีหน้าที่ทำจนใครๆก็ชี้หน้าประณามว่าอู้งานเอา

รถกระบะคันเก่าพาข้าวกล่องหลายถุงใหญ่กับเพื่อนผู้หญิงในคณะอีกคนมาด้วย
จนเมื่อของวางลงใต้ต้นไม้เสร็จ เพื่อนก็ขึ้นรถแล้วกล่าวขึ้น
'เฮ้ยอิ่ม ฝากดูข้าวด้วยนะ เดี๋ยวสักสิบเอ็ดโมงคงขึ้นมากันบ้างแล้วล่ะ'
'ได้ เดี๋ยวดูให้'
'อยู่คนเดียวได้นะ?' เธอก็เป็นห่วง อย่างว่าอยู่คนเดียวบนยอดดอย หามีงูเงี้ยวเขี้ยวขออะไรมากัดจะลำบาก
'ไม่เป็นไรๆ' แต่ผมก็ยืนยันมั่นเหมาะ

เราตกลงกันแค่นี้แล้วเขาก็นั่งรถหายไปเลย...
เวลาปัจจุบันคือแปดโมงกว่า... ว่างเป็นเกือบ 3 ชั่วโมงเลย

ตอนแรกผมก็เดินไปรอบๆลานว่างแถวนั้น ก็มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นประปรายไป มองลงไปก็ต้นไม้น้อยใหญ่เขียวไปหมด เสียงรุ่นพี่ว้ากน้องในฐานข้างล่างก็ดังแว่วมาเป็นพักๆ
โอ... ช่างสงบน่านอนดีเหลือเกิน ทั้งร่มทั้งเย็น เสียอย่างเดียวคือฝนดันตกปรอยๆลงมาเรื่อยๆไม่ขาดสาย

หลังจากยืนจนเมื่อยแล้วเย็นชุ่มหัวดีแล้ว ผมก็คิดจะไปนั่งพักใต้ต้นไม้แถวข้าวกล่องสักหน่อย...

แต่เพียงแค่เดินไปใกล้ๆแล้วยองๆลงเท่านั้นเอง

แย้ก!!!

บะ...บะ...บุ้ง...!!

อูย... คุณเอ้ย นึกแล้วยังสยองไม่หายเลย
บุ้งครับ บุ้งเป็นร้อยเป็นพันเต็มต้นไม้ไปหมดเลยครับ หลากหลายสีเขียวดำเหลืองขนพรึ่บเกาะอยู่ตั้งแต่กลางต้นไปถึงเรือนยอดเลยมั้ง กิ่งไม้แผ่สยายแค่ไหนมันเกาะไปถึงนั้น
ขนลุกครับขนลุก... ไม่รู้มาตอนไหน เพราะตอนลงรถมามัวแต่ดูแลข้าวกล่องจนไม่ทันได้สังเกตเลย ที่น่ากลัวคือมันมีตามต้นไม้ใหญ่ทุกต้นบนดอยครับ ก็คือผมหมดสิทธิ์อาศัยต้นไม้หลบฝนโดยสิ้นเชิง...
แม้ว่าใบไม้จะบังฝนได้ไม่หมด แต่มันก็ลดได้จากสิบเม็ดเหลือสองเม็ดอะไรทำนองนั้น แต่ผมไม่เอาด้วยหรอก ถ้าเกิดตัวบุ้งมันตกลงมาพร้อมฝนลงแหมะที่ต้นคอผมล่ะจะทำไง?

อ่า...ห์....

พอสังเกตดีๆแถวที่ชุ่มฉ่ำมากๆตามพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ ลึกๆเข้าไปข้างในจะมีไอ้ตัวขนคลานกันเต็มรึ่มไปหมดเลย
ที่เดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผมคือดินแดงกลางแจ้งนั่นแหล่ะ ถ้าเทียบกันแล้วมันโล่งแห้งที่สุดในบรรดาที่ด้วยกันทั้งหมด

ผมยอมเปียกยอมเป็นหวัดยังดีกว่าจะไปเสี่ยงให้ไอ้ตัวแพ้คันลงมาไต่ตามแขนขาล่ะเอ้า...
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ต้องเสี่ยงเข้าไปในโซนอันตรายทุกๆสิบนาทีเพื่อดูข้าวกล่องในถุงพลาสติกถุงใหญ่ว่าน้ำฝนไม่ตกลงไม่ใส่ หรือไม่มีสิ่งแปลกปลอมตกลงไป
ลองคิดดูสิครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าน้องๆมาเปิดกล่องแล้วเจอบุ้งตัวเขี๋ยวอี๋นอนขดอยู่บนกระเพราหมูสับน่ะ เขาจะคิดยังไงกัน...?

ด้วยภาระหน้าที่จริงๆ จะไปไหนก็ไม่ได้ ตัวแทนก็ไม่มี มีตัวผมกับบุ้งนับพันนับหมื่นที่อยู่เคียงข้าง... ผมเข้าใจเลยว่าไร้ทางหนีจริงๆมันเป็นยังไง...
สำคัญกว่าคือผมต้องทนอยู่ในที่อย่างนั้นตั้งแต่แปดโมงเช้าจนเกือบถึงบ่ายสอง... กว่าจะได้กลับลงมาหายใจทั่วปากทั่วท้องได้สักที...

ที่สุดแล้วในใจก็ได้แค่นึกขึ้นมาว่า
'เวรของกูแท้ๆ ไม่น่ารับหน้าที่นี้เลย...'


----------------------------------------------------------


3. รอยแผลที่ง่ามมือ

คนส่วนใหญ่คงไม่ทันได้สังเกต แม้เพื่อนที่เรียนด้วยกัน เตะบอลด้วยกันก็คงไม่รู้ว่าที่จริงแล้วผมก็มีรอบแผลเป็นเหมือนกัน
รอยแผลเป็นเย็บ 7 เข็มได้ล่ะมั้ง ถึงว่าใหญ่เอาเรื่องนะครับ เพียงแต่ว่าที่ไม่ได้สังเกตก็เพราะว่ามันอยู่ง่ามมือระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
ซึ่งถ้าคุณลองเอานิ้วสองนิ้วแนบกันดูจะเห็นเป็นรอยย่นของหนัง ซึ่งมันก็ทำให้ไม่มีใครได้สังเกตสักเท่าไหร่หรือไม่ก็มองข้ามไป

อันที่จริงผมเป็นคนได้แผลบ่อยๆอยู่เหมือนกันนะไม่ว่า ปั่นจักรยานล้ม เล่นบอลวิ่งล้มถลอก แต่ก็ไม่เคยได้แผลใหญ่สักเท่าไหร่ อย่างมากสุดก็หัวชนคานแสลนที่จอดรถจักรยานยนตร์ หน้าผากแตกเลือดซิบเท่านั้นเอง...
ไอ้เรื่องแผลแห่งความประมาทที่มือขวานี้คงถือเป็นแผลใหญ่ที่สุดตั้งแต่ผมเป็นมาแล้วล่ะ...

เรื่องมันก็นานมากแล้วล่ะครับ ตอนนั้นผมน่าจะอยู่สักชั้นประถมต้นๆ ตอนนั้นลงไปเที่ยวกรุงเทพกับครอบครัว พอดีผมเห็นแอปเปิ้ลแดงสดที่ซื้อมาดูน่ากิน
ด้วยความเป็นเด็กไม่รู้เรื่องที่เคยเห็นผู้ใหญ่ใช้มีดปอก ก็เลยคว้ามีดเล่มใหม่ที่พึ่งซื้อมากะจะลองทำบ้าง... จำได้ว่าสมัยเด็กเห็นแม่เอามีดเฉาะลงไปแล้วงัด ก็จะได้แอปเปิ้ลเป็นเสี้ยวน่าทาน
ผมก็เลยลองทำตามดู...

ตอบสับลงไปไม่มีอะไรแต่เกิดขึ้น แต่เรื่องมันเกิดเอาตอนที่ผมงัดนี่แหล่ะ...
ในความเป็นจริงแล้ว ถ้างัดออกมาได้มุมที่สวยงามเสียงมันควรจะดัง 'กร็อบ' ตามความกรอบของเนื้อแอปเปิ้ลใช่ไหมครับ?
ปัญหาคือเสียงมันดัง 'ฉั๊วะ' น่ะสิ... จากนั้นเลือดสดๆก็ไหลออกมาจากง่ามมือลงมาตามแขนจนถึงศอก...

ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นที่ว่าผมกดมีดลึกไป ตอนงัดขึ้นมันเลยเฉือนเข้ามาในง่ามมือแทน อย่างว่าครับมีดใหม่คมกริบกับมือเด็กที่กางตึง...

จำได้ว่าตอนนั้นเอาแม่เอาผ้ากดแผลแล้วลงไปหารถไปที่คลีนิกที่ไหนสักที่ ผมก็ไม่ได้หลับตาหรือร้องไห้อะไรนะ มันคงอยู่ในอารมณ์งงๆมากกว่านะ แผลที่มือก็ไม่ได้ปวดเลยมันชาๆเท่านั้นเอง

พอไปถึงคลินิคสักที่ก็ขึ้นไปนอนบนเตียง หมอก็ฉีดยาเข้าที่ปากแผลล่ะมั้งชักลืมๆ จากนั้นก็เริ่มเย็บสดไป ตอนแรกก็มองดู หลังๆมาเบื่อก็เลยมองเพดานแทน...
คงเพราะเราเป็นคนที่สงสัยหรือชอบอยากรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับร่างกายกับแพทย์ล่ะมั้งก็เลยไม่รู้สึกกลัวอะไรสักเท่าไหร่ นึกถึงญาติผมคนหนึ่งเลยเป็นผู้หญิงโดนรถชนมา ตอนผ่าตัดขาแกก็มองหมอผ่าตัดอยู่งั้น ช่างกล้าจริงๆ... โหดกว่าผมเยอะเลยนะเนี่ย

ต่อๆ
จนแผลเสร็จก็กลับโรงแรมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นพอกลับลำปางมา ช่วงเย็นทุกเย็นก็ต้องไปล้างแผลที่โรงพยาบาลจังหวัด ช่วงแรกๆที่แผลไม่สนิทก็แสบใช้ได้เลยล่ะ
กับตอนที่ถอดไหมนี่ก็เอาเรื่องเหมือนกันมันตึงๆเหนี่ยวๆตุบๆยังไงชอบกล...

แล้วหลังจากนั้นมาผมก็ได้รอยเย็บแผลเป็นในมุมง่ามมือขวาในที่สุด ถือเป็นอุทาหรณ์ของความประมาทที่ทำให้ทุกวันนี้ผมระวังเรื่องการใช้มีดไปโดยปริยาย


----------------------------------------------------------


4. ทฤษฎีกับปฎิบัติ

การปฎิบัติที่ถูกต้องควรต้องมีทฤษฎีที่ถูกต้องชี้นำ แต่บ่อยครั้งที่ทฤษฎีที่ถูกต้องอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในการปฎิบัติเสมอไป...

ผมสนับสนุนคำกล่าวนี้นะทฤษฎีควรถูกใช้เป็นแนวทางเพื่อให้ดำเนินการได้ถูกต้อง แต่มันก็ไม่ใช่ทั้ง เพราะว่าการทำตามทฤษฎีเป๊ะๆแล้วหลายครั้งที่ผลออกมาแย่... อันนี้ได้ประสบการณ์ตรงจากการเรียนนี่ล่ะ
อย่างที่ว่ามาเรื่องตัวบุ้งข้างต้นว่าผมเรียนเรื่องเทคโนโลยีการอาหาร ก็จะมีการทดลองเรื่องการเก็บรักษา การวัดผลของอาหารอยู่เสมอๆ แน่นอนว่าอาหารที่ใช้ส่วนใหญ่จะทำเองครับ เช่นพวกมันฝรั่งทอด ลูกชิ้น น้ำผลไม้ โดนัท อะไรทำนองนี้ล่ะครับ

ทางห้องแลปก็จะเตรียมวัตถุดิบ อุปกรณ์และวิธีการทำให้พร้อม แต่เชื่อไหมว่าทำแล้วไม่ได้อร่อยอย่างสูตรหรูๆเลย...
พูดถึงขนมเค้กก็ดี พี่สาวเคยเปิดหนังสือทำที่บ้านตามหนังสือแบบเป๊ะๆ ผลออกมาน่ะเรอะ ก็กินได้น่ะครับ แต่อร่อยสู้ร้านไม่ได้เลย

ก็เข้าใจล่ะนะว่าตามร้านนั้นจะมีสูตรลับอะไรพวกนี้ผสมอยู่บ้าง แต่ปัญหาคือมันเละเทะไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยน่ะสิครับ พอจะเรียกว่าเค้กได้แต่ก็ไม่อร่อยเหมือนเค้กที่ขายตามร้านขนม (อย่าให้เทียบกับผึ้งน้อยหรือ S&P เลยครับ)

มีครั้งหนึ่งทางคณะได้ซื้อเครื่องพาสเจอร์ไรท์พร้อมแพคถุงมา ก็เป็นเครื่องที่กินพื้นที่พอประมาณล่ะครับท่อรุงรังไปหมด แต่สะดวกสำหรับการทำอุตสาหกรรมขนาดกลางมากครับ ขอแค่มีวัตถุดิบประเภทที่เป็นน้ำอย่างเช่นนมสดก็เทลงในถังได้ แล้วมันจะถูกสูบไปรับความร้อนแล้วบรรจุลงถุงให้เสร็จสรรพ
หลังจากได้เครื่องมาไม่นานก็มีสัปดาห์วันวิทยาศาตร์หรือไงนี่ล่ะจัดขึ้นที่บนมหาวิทยาลัย คณะที่ผมเรียนอยู่ก็เลยเอาเครื่องนี้มาเปิดใช้กัน โดยทำน้ำกระเจี๊ยบ แจกฟรี

บังเอิญว่าช่วงผสมนั้นผมไม่ได้ไปดู แต่ขึ้นไปตอนช่วงจัดงานก็กะไปดูเพื่อนที่เฝ้าตามซุ้มให้ความรู้
เพื่อนผมก็เลยแบ่งน้ำกระเจี๋ยบมาให้ลองชิมดู
"เอ้าพี่ น้ำกระเจี๊ยบทำเอง" กานเพื่อนสนิมผมหยิบถุงน้ำกระเจี๊ยบให้ผม (ในคณะผมจะติดปากเรียกกันว่าพี่นำหน้าเสมอ เป็นความเคยชินน่ะครับ)

ผมก็รับมา ลักษณะมันคล้ายกับนมถุงพาสเจอร์ไรส์ที่กินตอนเป็นสมัยเด็กๆ คนรุ่นแก่กว่าผมลงไปน่าจะคุ้นตามาก
ผมก็เลยกัดขอบถุงแล้วเอาหลอดแหลมๆจิ้มลงดูด

หืม..............!?!?

ผมหันควับมองหน้าเพื่อนด้วยใบหน้าบูดเบี้ยวทันทีที่ได้กลืนอึกแรกเท่านั้น
"พี่... นี่น้ำกระเจี๊ยบหรือน้ำบ๊วยวะเนี่ย!?"

หูว... คุณไม่ได้เกินจริงเลยคุณ
ปกติน้ำเจี๊ยบมันควรหวานอมเปรี้ยวน่ะนะ แต่นี้เค็มบวกเปรี้ยวแล้วอมหวาน...
เพื่อนผมก็หัวเราะแล้วแซว 'บาดคอดีไหมพี่...'

ก็อย่างที่ว่านี่แลครับ... ไม่รู้ผสมเพี้ยนหรือวิธีเพี้ยน แต่น้ำกระเจี๊ยบที่รสน้ำบ๋วยนี่ก็เป็นผลผลิตจากแผ่นกระดาษทฤษฎีในคู่มือทำอาหารสักเล่มแน่ๆ

คือไม่ใช่ว่าทฤษฎีเป็นสิ่งไม่ดีนะครับ แต่ของบางอย่างมันก็มีปัจจัยอื่นเป็นตัวแปรที่ทำให้ทฤษฎีนั้นเพี้ยนได้เหมือนกัน
จริงอยู่สูตรอาหารนั้นจริงๆแล้วอาจอร่อย แต่ถ้ามองข้ามปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาแล้ว ทฤษฎีที่ว่าถูกแต่ไม่เผื่อยืดหยุ่นหรือเผื่อความแปรรปรวนไว้อาจเชื่อถือไม่ได้เท่ากับประสบการณ์ครับ


อีกวีรกรรมที่ต้องจำขึ้นใจก็คือไวน์ระเบิด
ก็รุ่นผมอีกนั่นแหล่ะ แต่ไม่ใช่กลุ่มผมนะ

พอดีตอนนั้นเรียนเรื่องการหมัก ก็มีการหมักไวน์กัน กลุ่มเพื่อนผมที่เป็นเรื่องเนี่ยเขาหมักไวน์สับปะรด
ทฤษฎีการหมักง่ายๆก็คือให้จุลินทรีย์ไปกินน้ำตาลในน้ำผลไม้ ซึ่งผลิตผลที่ได้ก็คือแอลกอฮอล์กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าอยากให้ดีกีความแรงสูงขึ้นก็หมักนานขึ้นแต่ความหวานก็จะลดลงไปตามนั้น
สิ่งที่ควรระวังในการหมักก็คือแก๊สที่ปลดปล่อยออกมานั่นล่ะครับ ดังนั้นแล้วตามทฤษฎีคือให้คลายฝาหลวมๆไว้เผื่อให้แก๊สนั้นระเหยออกไปได้

กลุ่มเพื่อนผมก็คลายฝานะ แต่ไม่รู้คลายท่าไหน...
หลังจากนั้นมาไม่กี่วันในช่วงบ่าย ตอนผมมาทำแลปก็พบว่าอ่างล้างมือพลาสติกทะลุครับ เพดานฝ้าข้างบนก็ทะลุเช่นกัน แต่น่าแปลกใจว่าทีวีเครื่องใหญ่ข้างๆไม่โดนอะไรเลย
เข้าใจว่าแรงดันแก๊สคงอัดถังน้ำแกลลอนพลาสติก ถังที่ใช้หมักก็แบบเดียวกับถังที่ใช้ในตู้กดน้ำเย็นครับ มันคงอันดันจนฝาคับ ที่สุดแล้วเมื่อไม่มีทางออก มันก็เลยดันขึ้นและดันลง... (เป็นบุญของทีวีแท้ๆ)
เห็นได้ยินมาว่าระเบิดตอนกลางคืนด้วยสิ ยามที่เข้าเวรกะดึกคงจะตกใจน่าดูว่าใครมาวางระเบิดในอาคารเรียนเอา

จากนั้นมากลุ่มที่หมักไวน์ที่เหลือก็เลยเอาฝาออกให้หมดแล้วใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อมาอุดปากขวดแทนไป...

เป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆครับ
ทำให้ผมได้เรียนรู้เลยว่าทฤษฎีอย่างเดียวไม่ดีพอสำหรับการปฎิบัติ แต่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาร่วมด้วย งานนั้นจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้วสมบูรณ์


----------------------------------------------------------


5. K.W.E.

อ่ะ... ข้อสุดท้ายแล้ว ไหนๆเห็นหลายคนก็เอาที่มาตัวเองมาเขียนกันแล้ว เอาด้วยคนละกัน (จริงๆคือตันแล้วมากกว่า เอาตามเขานี่แหล่ะ)
ที่มาของชื่อ K.W.E. ก็น่าจะมาจาก irc น่ะนะ

สมัยที่ผมเล่น irc ใหม่ๆก็ตอน ม.ปลายล่ะครับ เกือบ 7-8 ปีแล้วมั้งนั่น สมัยนั้นเน็ตคาเฟ่ก็ 56k กันให้รึ่ม pirch นี่นิยมกันมาก ผมก็ใช้ชื่อ kwe นี่ล่ะเล่นไป
ถ้าถามว่าที่มาเป็นยังไงก็ตอบได้ว่าเป็นตัวย่อของตัวแรกชื่อ สกุล และชื่อเล่น
K.........
W.......
Eim (อิ่ม)

ตัดย่อก็ได้ K.W.E. นี่เลย ใช้ตั้งแต่หัดเล่นเน็ตจนถึงทุกวันนี้ไม่มีเปลี่ยนทั้งเมลล์ทั้งบอร์ด
มันเป็นนามแฝงที่แทนทั้งชื่อสกุลและชื่อเล่นผม กล่าวอีกอย่างก็คือตัวผมชัดเจนที่สุดครับ ไม่ได้เกี่ยวกับการประพันธ์เป็นนักกวีอะไรทั้งสิ้น (ฟิคเพิ่งมาแต่งช่วงหลัง 5-6 ปีมานี้เอง)

หลังๆมาบางทีไปสมัครในบอร์ดหรือเมล์แต่บางที่ไม่รับอัลฟ่าเบตพวก . หรือน้อยกว่า 3 ตัว ผมก็เลยเปลี่ยนใหม่เป็น digikwe บ้าง digikiwi บ้าง โดย digi นี่ก็ได้มาจากความชอบในเรื่อง Di Gi Charat นั่นล่ะครับ แต่ที่เหลือก็ยังคงคอนเซฟเดิมมีเพี้ยนไปบ้างเพื่อเพิ่มความยาว
ก็ถือเป็นชื่อแรกที่ตั้งและจะเป็นชื่อสุดท้ายที่ใช้ครับ ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนเป็นอะไรดีแล้วน่ะนะในเมื่อชื่อนี้แทนตัวเราได้ดีที่สุดแล้ว.


----------------------------------------------------------

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ต่อให้ไม่เกลียดก็เถอะ แต่เจออย่างนั้นเป็นร้อยเป็นพันตัวก็ขนลุกฟ่ะ

ยังดีนะที่เป็นบุ้ง ถ้าเป็นทากนี่...
#1  by  Blade At 2007-01-11 04:10, 
อึ้ย... บุ้ง.... เป็นเราวิ่งลงไปตามใครมาช่วยดูแทนละ ไม่ไหว
มีเรื่องเกี่ยวกะการกินเยอะแหะ ว่าแต่กวีทำอาหารอร่อยไหมเอ่ย
#2  by  Ellebazi At 2007-01-11 04:38, 
เรื่องบุ้งนี่แบบ...แหยง ~

#3  by  Unakite At 2007-01-11 17:58, 
อืม...... KWE มาจากชื่อนามสกุลหรอกรึฮะ นึกว่า "กวี" ซะอีก ^^!

ปล. บุ้งยังดีฮะ ....มันเดินช้า...ยังพอหนีได้ แต่ถ้าเป็นพวกแมลงสาบหรอกอะไรที่มันวิ่งเร็ว ๆ นี่คงสยองน่าดู

.....
/me นึกภาพแมลงสาบเกาะบนต้นไม้จนเป็นสีดำ....
#4  by  EL At 2007-01-24 12:41, 

<< Home