2006/Dec/10

สำหรับท่านๆที่เล่นเน็ตกันมา ผมเชื่อว่าคงเคยเจอฟอร์เวิร์ดเมล์กันมาถ้วนหน้าไม่มากก็น้อย
จดหมายบางฉบับอย่างก็ฮา บางฉบับก็เตือนด้วยความหวังดี บางฉบับก็ควรฟังหูไว้ฟู แต่บางฉบับก็เชื่อไม่ได้...
จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนกับจดหมายลูกโซ่ ที่ใช้เป็นสื่อในการสร้าง ตำนานพื้นบ้าน (Ulban Legend) ในยุคสมัยไซเบอร์นี้ ทำง่ายๆไม่ต้องเสียกะตังค์ แถมส่งทีได้เป็นชุดใหญ่ได้ในเวลาครั้งเดียว

ช่วงก่อนหน้านี้ผมเคยเจอคนมาถามในบอร์ดแห่งหนึ่งสงสัยว่าฟอร์เวิร์ดเมลล์ที่เขาได้รับนั้นเป็นจริงหรือเปล่า เพราะมันน่ากลัวมาก...
ครับ... คิดว่าคนที่เล่นเน็ตน่าจะเจอมากันกับเรื่อง อันตรายของ 'โค้ก'

พอดีว่าผมก็กินดื่มของที่ว่ามาเหมือนกัน จึงพอจะรู้เรื่องเท็จจริงอยู่บ้าง ยิ่งได้เรียนมาสายด้านเทคโนโลยีการอาหารแบบนี้ยิ่งทำให้ผมมั่นใจได้ว่าฟอร์เวิร์ดเมลล์นั้นเท็จโดยสิ้นเชิง

ทว่าก็ไม่ใช่เท็จเสียทั้งหมดนะครับ มันมีความจริงที่เป็นเศษส่วนติดมาด้วย เมื่ออาศัยหลักเล่าเรื่องโดยการใช้ความน่ากลัวที่ถูกขยายความแล้วแต่งเติมมาเป็นกุศโลบาย ความหวาดกลัวก็จะฝังในใจและเชื่อมันเป็นจริงไปเองโดยปริยาย

ไหนๆก็ว่างแล้ว ก็ลองหยิบประเด็นมาสักประเด็นคุยกันดู

ก็ต้องออกตัวว่าผมเห็นด้วยกับความหวังดีคนผู้ส่งและผู้เขียนฟอร์เวิร์ดเมลล์เรื่องนี้
แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการใส่ไข่จนเกินความพอดี อันจะเป็นการขู่และหลอกลวงมากกว่าแจ้งให้รู้จริง... มันเป็นเท็จจริงมากกว่าความจริง ซึ่งผมเกลียดการลวงโลกสร้างภาพเป็นที่สุด
อย่างน้อยตอนวันรับปริญญาก็ได้โอวาทมาว่าขอให้ใช้ความรู้นี้ไปในทางสุจริตและมีจรรยาบรรณ...
ครับ อาการคันไม้คันมืออยากเอามาเปิดเผยก็คันยิบๆมาให้เขียนบล็อคนี้ในที่สุด

-------------------------------------------------------------------------
เริ่มต้นจากเนื้อความ ffw ก่อนครับ ลองอ่านกันเลย
คิดว่าคงผ่านตากันมาหมดแล้วเกี่ยวกับบทความเรื่อง 'โค้ก'
ถ้าเคยผ่านตามาแล้วก็ข้ามย่อหน้านี้ลงไปข้างล่างได้เลยครับ...

ถ้าท่านรู้เรื่องนี้ ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75% ของคนอเมริกันขาดน้ำ ถ้าคิดทั้งโลกจะมีประชากรโลกขาดน้ำถึงครึ่งหนึ่ง 73% ของคนอเมริกันมีกลไกที่ทำให้ความรู้สึกหิวน้ำทำงานช้าลง จึงทำให้ไม่รู้สึกหิวน้ำทั้งที่ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งจะเป็นผลทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลงได้ประมาณ 3% และเป็นเหตุให้รู้สึกอ่อนเพลียในช่วงกลางวัน มีงานวิจัยพบว่า ในคน 100 คน ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คน ลดอาการปวดหลัง ปวดข้อ ลงได้ ดื่มน้ำวันละ 5 แก้ว ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้ 79% และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%
ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ โค้ก กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม แต่
- ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอนในช่องท้ายรถ เพื่อเวลามีรถชนกัน สามารถเอาน้ำโค้กล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา
- ถ้าเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน2 วัน
- ริน โค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วม ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วชักโครก กรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด
- ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบ โค้ก ขัดสนิมจะออกหมด
- ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด
- ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย
- ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล
- การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด
- ท่านสามารถผสมโค้ก ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี
- น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด
- เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย
- บริษัทขายน้ำโค้ก ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว
นอกจากจะใช้ล้างห้องน้ำ เช็ดกระจก ลบรอยเปื้อน และฆ่าเชื้ออสุจิได้แล้ว ล่าสุดยังมีคนบอกว่า สินค้าน้ำดำอย่าง "โค้ก" และ "เป๊ปซี่" ใช้เป็นยากำจัดแมลงศัตรูพืชได้ดีชั้นหนึ่งเลยทีเดียว
บรรดาสาวกน้ำดำทั้งหลาย คงพอจะเคยได้ยินถึงสรรพคุณต่างๆ ทั้งที่พึงประสงค์และชวนให้กังวลของน้ำอัดลมยี่ห้อดัง เป๊ปซี่ และ โค้ก กันอยู่เนืองๆ บางคนบอกว่าน้ำดำสองยี่ห้อนี้ใช้หมักเนื้อสัตว์สำหรับทำอาหารให้เปื่อยเคี้ยวง่ายดี บ้างก็ว่าน้ำอัดลมพวกนี้เป็นน้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจกรถ และน้ำยาลบคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าชั้นเยี่ยม ที่เมืองจีนถึงกับลือกันว่าเครื่องดื่มโค้กรุ่น นิวโค้ก ที่เคยวางตลาดอยู่ระยะหนึ่ง ใช้เป็นสารฆ่าตัวอสุจิได้!
ฟังดูแล้วเป็นสรรพคุณที่บริษัทผู้ผลิตไม่ค่อยจะปลาบปลื้มสักเท่าไร รวมไปถึงคำชื่นชมล่าสุดจากบรรดาชาวไร่ในอินเดีย ที่กล่าวชมกันอื้ออึงว่า ทั้งเป๊บซี่และโค้กนั้นเป็นยาปราบแมลงศัตรูพืชที่พวกเขายกให้เป็นเบอร์หนึ่งในตอนนี้
ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ชาวสวนชาวไร่หลายร้อยคนในรัฐอานธรประเทศและพื้นที่ใกล้เคียง เริ่มระงับการสั่งซื้อยาฆ่าแมลงจากบริษัทดังทั้งหลาย แต่หันมาใช้ภูมิปัญญาที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ และกำลังเผยแพร่บอกต่อเพื่อนเกษตรกรด้วยกันแบบปากต่อปาก จนทำให้ยอดขายน้ำอัดลมทั้งเป๊ปซี่และโค้กพุ่งพรวด และคาดว่าจะมีเกษตรกรอีกนับพันหันมาใช้น้ำดำแทนสารกำจัดแมลงในไม่ช้า
โกตู แล็กไมอาห์ เกษตรกรคนหนึ่งบอกว่าปีนี้เขาเลิกใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว แต่หันมาผสมโค้กเพื่อพ่นไร่ฝ้ายหลายเฮกเตอร์ของเขาแทน แล็กไมอาห์บอกกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า พอเอาน้ำอัดลมฉีด พวกแมลงมันก็ค่อยๆ ตายน่ะครับ นอกจากแล็กไมอาห์แล้ว เกษตรกรคนอื่นๆ ยังยกนิ้วชื่นชมว่า น้ำอัดลมเป็นตัวแทนยาฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี เพราะปลอดภัย ไม่ต้องผสมในสัดส่วนวุ่นวาย และที่สำคัญคือราคาสบายกระเป๋า
ยาฆ่าแมลงยี่ห้อที่นิยมกันในอินเดีย มีราคาประมาณลิตรละ 1 หมื่นรูปี หรือประมาณ 9 พัน บาท แต่โค้กที่ผลิตในอินเดียนั้นราคาเพียง 30 รูปี (27 บาท) ต่อหนึ่งลิตรครึ่ง เทียบสัดส่วนที่ต้องใช้เมื่อนำมาผสมน้ำฉีดต้นไม้แล้ว ต้นทุนในการใช้น้ำอัดลมก็ยังถูกกว่ายาฆ่าแมลงเกือบสิบเท่า
ทเวนตรา ชาร์มา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของอินเดียบอกว่า บรรดาเกษตรกรกำลังเข้าใจผิด ที่คิดว่าน้ำอัดลมนั้นปราบศัตรูพืชได้เหมือนยาฆ่าแมลง เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้ฆ่าแมลง เพียงแต่ป้องกันไม่ให้แมลงหันไปเล่นงานพืชต่างหาก และพระเอกตัวจริงของเรื่องนี้ก็คือ น้ำตาล ซึ่งมีปริมาณสูงมากในเครื่องดื่มทั้งสองยี่ห้อ
ชาร์มาเล่าว่าการใช้น้ำตาลเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อนเกษตรกรใช้น้ำตาลโตนดปราบศัตรูพืชกันมานานแล้ว ซึ่งเป๊ปซี่กับโค้กก็ให้ผลอย่างเดียวกัน เพราะน้ำตาลในเครื่องดื่มจะกลายเป็นอาหารให้มดและแมลงเลี้ยงตัวอ่อนได้อิ่มหนำ จนไม่ต้องมาวอแวกับต้นพืช
นอกจากนี้ สันเกต ธากูร์ นักวิทยาศาสตร์อีกคนยังระบุว่า การพ่นน้ำอัดลมใส่ต้นไม้ ทำให้พืชได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตโดยตรง จึงเหมือนเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ได้ผลิตผลจากไร่มากขึ้น

-------------------------------------------------------------------------
อ่านจบแล้วใช่ไหมครับ....

โอเค

ทีนี้ลองมาดูในมุมมองสายตาของผมดูบ้าง ปัดฝุ่นความรู้เก่าแล้วเอามาเปรียบเทียบช็อตต่อช็อตกัน
ตัวอย่างเป็นโค้กแฮะ... แต่เอาเถอะแม้ผมจะชอบเป๊ปซี่มากกว่าก็ตาม แต่น้ำดำสองยี่ห้อก็ถือว่าเป็นน้ำอัดลมคือกัน ทฤษฎีการผลิตหลักๆเหมือนกัน

- ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอนในช่องท้ายรถ เพื่อเวลามีรถชนกัน สามารถเอาน้ำโค้กล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา
ล้างคราบเลือดนี่น่ะเหรอครับ... เอาน้ำเปล่าฉีดผมว่าง่ายกว่านะ เอาโค้กมาราดแบบนี้ดูเป็นเอาสีคาราเมลมาทับสีแดงมากกว่า แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่เคยเจอตำรวจที่ไหนทำนะ...

- ถ้าเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน2 วัน
แหลสดครับ ผมทดลองอะไรที่ชัดเจนกว่านี้มากับมือตัวเองแล้ว
ขั้นตอนคือหาชิ้นเนื้อหมูมาหั่น แล้วใส่ไว้ในชาม ให้ชามหนึ่งใส่น้ำเปล่า อีกชามหนึ่งใส่น้ำโค้ก แล้วชามสุดท้ายใส่น้ำมะนาว เพื่อทดลองว่าอะไรจะแรงกว่ากันระหว่างกรดคาร์บอนิกกับกรดซิตริก
ผลปรากฎคือไม่ต่างกันครับ การส่องกล้องจุลทัศน์ก็ไม่พบความแตกต่าง...
ทำไมเป็นแบบนั้นน่ะหรือ ก็เพราะว่ากรดที่อยู่ในโค้กเป็นกรดคาร์บอนิกที่อัดไว้ในสภาพแก๊ซ ทีนี้พอเปิดทิ้งไว้นานแก๊ซก็จะระเหยออกไปหมด น้ำอัดลมก็กลายเป็นน้ำหวานธรรมดาไปในที่สุด
จริงอยู่ที่ว่ากรดคาร์บอนิกมีผลในการกัดกร่อนหินปูนซึ่งมีประกอบของแคลเซียมได้ ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลานานมาก
แต่ในความเป็นจริงของน้ำอัดลมที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ความเป็นกรดก็ไปกับอากาศแล้วล่ะครับ จะเอาความแรงไหนมาย่อย T-bone steak กันล่ะ?

- ริน โค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วม ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วชักโครก กรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด
ปล่อยไก่จังเบอร์
กรดหลักๆที่อยู่ในน้ำอัดลมคือกรดคาร์บอนิกที่ได้จากแก๊ซคาร์บอไดออกไซด์ครับ
กรดซิตริกนั้นจะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือรสเปรี้ยว ก็นึกถึงส้มกับมะนาวไว้ละกัน โดยมากกรดพวกนี้จะถูกใช้ในการแต่งรสแต่งกลิ่นซึ่งความรุนแรงน้อยมากๆๆ แต่การจะใช้กรดที่มีฤทธิ์ในการชะล้างโถส้วมได้ก็ต้องรุนแรงมากในระดับหนึ่งล่ะนะซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดีเรื่องของเรื่องก็คือน้ำอัดลมที่ผมกินไม่ได้มีรสเปรี้ยวเหมือนส้มเลยสักนิดนะครับ(ยกเว้นเลือกกินรสส้ม) น่ะนะ แค่รสชาติยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ แล้วเอาความแรงที่ไหนไปล้างคราบกันล่ะ?

- ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบ โค้ก ขัดสนิมจะออกหมด
อันนี้ไม่รู้แฮะ ไม่มีรถให้ลอง ถ้ามีก็อยากลองเหมือนกันว่า foil ชุบน้ำมันขัดสนิทจะออกหมดไหม
ลองคิดดูแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรในโค้กที่จะทำให้สนิทหลุดออกได้นะ...

- ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด
ข้อนี้ก็ไม่เคยลอง แต่ถ้ามองในเรื่องเคมีแล้ว คราบกรดเกลือก็คือสิ่งที่เหลือจากการทำปฎิกริยาระหว่างกรดและเบส...
ถ้าคราบเกลือนั้นมีฤทธิ์ความเป็นเบสจางๆ การเทกรดอ่อนๆลงไปก็น่าจะละลายได้ ตามหลักพื้นฐานทฤษฎีเคมี ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

- ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย
แล้วจะเสียเวลาไปชุบโค้กทำไมเนี่ย... เอาชุบน้ำเปล่าไม่ง่ายกว่าเรอะ เอาแค่หมาดๆบีบดึงก็พอแล้ว

- ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล
ก็ถือว่าเป็นการหมักอย่างหนึ่งนี่ครับ ก็เข้าท่าดีออก ส่วนหมักแล้วสีออกมาเป็นน้ำตาลก็ถูกล่ะก็โค้กมีสีคาราเมลนี่นา ถ้าออกมาเป็นสีอื่นนี่สิน่ากลัว
ถ้าภูมิปัญญาไทยไก่แช่เหล้าก็มีมาแล้ว ไก่อบน้ำผึ้งก็มีมาแล้ว แล้วไฉนไก่แช่โค้กทำไมจะทำไมได้ ล้อเล่นไปเชียวรุ่นพี่รุ่นน้องผมคนหนึ่งหมักเนื้อหมูไว้กินหมูกระทะด้วยโค้กมาแล้วนะเออ เห็นมันบ่นว่าหวานแปลกๆดี

- การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด
ใครหนอช่างพิเรนคิด...
ผงซักฟอกอย่างเดียวก็พอแล้วน่า แต่ถ้าใครนึกครึ้มจะลองก็ได้นะครับ แน่จริงใช้เสื้อขาวไปเลย จะได้รู้ชัดเจน...
ต้องไม่ลืมว่าโค้กเป็นสีน้ำตาลเพราะอะไร แล้วถ้าคุณเอาสีน้ำตาลคาราเมลนั้นไปเทลงในน้ำที่จะใช้ซักผ้าแล้ว คราบไขมันจะออกหรือไม่ก็ตาม แต่เชื่อได้เลยว่าคุณจะได้เสื้อสีใหม่แล้วล่ะ...
ถ้ามันเป็นจริงก็ไม่คุ้มอยู่ดี จะลงทุนกับความคิดพิเรนแบบนั้นก็สู้หันไปลองของแปลกใช้น้ำยาล้างจานแทนไม่ดีเรอะ นั่นน่ะถูกคิดค้นมาเพื่อล้างไขมันโดยเฉพาะเลยล่ะ

- ท่านสามารถผสมโค้ก ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี
เอากรดฟอสฟอริคไหนมาอีกล่ะเนี่ย ตะกี้ก็ซิตริกทีหนึ่งแล้ว...
แต่เอาเถอะ ถ้ามันมีจริงก็คงไม่มากพอที่จะใช้กัดหรือขัดอะไรได้หรอก มั่วเห็นๆ

- น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด
ก็มั่วอีกนั่นแหล่ะ...
จริงอยู่ว่ากรดที่มีค่า pH ต่ำมากๆจะมีความแรงในการกัดกร่อนสูง แต่ว่าโค้กนี่มีค่า pH ถึง2.8 เชียวเหรอครับ?
มันวัดจากไหนเนี่ย อยากเห็นเครื่องวัดมันจริงๆ
คุณเคยเห็นกรดที่มีความเข้มข้นสักช่วง pH 2-3 ไหมครับกรดเพียวๆเลยนะครับ สภาพมันน่ากลัว ชนิดที่ว่าเห็นไอระเหยได้ชัดเจนเลย อย่าว่าแต่แช่เล็บเลยครับ แค่กระเด็นมาโดนสักหยดก็สยองแล้ว...
และด้วยความรุนแรงขนาดนั้นจึงไม่มีทางเลยที่กรดความเข้มข้นขนาดนี้จะบรรจุขวดพลาสติกวางขายได้ แล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเอากรดแรงขนาดนี้เข้าปากได้หน้าตาเฉยโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร
อย่าเข้าใจผิดนะฮะความซ่าในปากเพราะฤทธิ์ของแก๊สไม่ใช่กรด เพราะกรดที่แท้จริงจะทำให้ลิ้นคุณรับรสเปรี้ยวต่างหาก...

- เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย
อันนี่น่าจะเข้าใจผิดนะ อันที่จริงควรเป็นวัตถุอันตราย ระเบิดได้ มากกว่า (เหตุผลเรื่องกรดก็อ้างข้อข้างบนได้เลย)
ก็เตือนไปงั้นล่ะครับ อย่างว่าของมีแก๊ซอัดอยู่ การกระแทกแรงๆก็อาจเกิดการระเบิดได้ แต่ก็ไม่แรงเวอร์เหมือนแก๊ซระเบิดหรอกครับ ไวน์ที่ทำเองยังระเบิดยังน่ากลัวกว่าเยอะ

- บริษัทขายน้ำโค้ก ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว
เอามาจากไหนอีกล่ะเนี่ย...
ใครสอนให้เอาน้ำตาลทำความสะอาดของร้อนกัน ก็ลองคิดว่าคุณเทน้ำเชื่อมลงบนกระทะแล้วเอาไปลนไฟดูสิครับ สะอาดดีไหม?
เหนียวโคตรๆเลย แถมเป็นคราวอีกต่างหาก...

- นอกจากจะใช้ล้างห้องน้ำ เช็ดกระจก ลบรอยเปื้อน และฆ่าเชื้ออสุจิได้แล้ว ล่าสุดยังมีคนบอกว่า สินค้าน้ำดำอย่าง "โค้ก" และ "เป๊ปซี่" ใช้เป็นยากำจัดแมลงศัตรูพืชได้ดีชั้นหนึ่งเลยทีเดียว
เอาอะไรมาเป็นตัวกำจัดแมลงล่ะครับ คาราเมลเหรอ? น้ำตาลเหรอ?
นี่น่ะเป็นของที่ให้คนกินนะครับ ถ้าทดลองแล้วให้ผลว่าสัตว์ทดลองตายอย.ก็ไม่อนุญาตแล้วครับ

- บรรดาสาวกน้ำดำทั้งหลาย คงพอจะเคยได้ยินถึงสรรพคุณต่างๆ ทั้งที่พึงประสงค์และชวนให้กังวลของน้ำอัดลมยี่ห้อดัง เป๊ปซี่ และ โค้ก กันอยู่เนืองๆ บางคนบอกว่าน้ำดำสองยี่ห้อนี้ใช้หมักเนื้อสัตว์สำหรับทำอาหารให้เปื่อยเคี้ยวง่ายดี บ้างก็ว่าน้ำอัดลมพวกนี้เป็นน้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจกรถ และน้ำยาลบคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าชั้นเยี่ยม ที่เมืองจีนถึงกับลือกันว่าเครื่องดื่มโค้กรุ่น นิวโค้ก ที่เคยวางตลาดอยู่ระยะหนึ่ง ใช้เป็นสารฆ่าตัวอสุจิได้!
ถึงกับลือว่า...
ไอ้ที่พูดๆมาแล้วไม่จริงข้างบนมันก็ลือทั้งนั้นเลยนี่ครับ
ส่วนเรื่องฆ่าอสุจินี่ต้องขอให้ขยายความด้วยครับว่าฆ่าในตัวคนหรือฆ่านอกตัวคน... อสุจิถ้าอยู่อากาศภายนอกก็ตายได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้โค้กราดหรอกน่ะ

- ฟังดูแล้วเป็นสรรพคุณที่บริษัทผู้ผลิตไม่ค่อยจะปลาบปลื้มสักเท่าไร รวมไปถึงคำชื่นชมล่าสุดจากบรรดาชาวไร่ในอินเดีย ที่กล่าวชมกันอื้ออึงว่า ทั้งเป๊บซี่และโค้กนั้นเป็นยาปราบแมลงศัตรูพืชที่พวกเขายกให้เป็นเบอร์หนึ่งในตอนนี้ ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ชาวสวนชาวไร่หลายร้อยคนในรัฐอานธรประเทศและพื้นที่ใกล้เคียง เริ่มระงับการสั่งซื้อยาฆ่าแมลงจากบริษัทดังทั้งหลาย แต่หันมาใช้ภูมิปัญญาที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ และกำลังเผยแพร่บอกต่อเพื่อนเกษตรกรด้วยกันแบบปากต่อปาก จนทำให้ยอดขายน้ำอัดลมทั้งเป๊ปซี่และโค้กพุ่งพรวด และคาดว่าจะมีเกษตรกรอีกนับพันหันมาใช้น้ำดำแทนสารกำจัดแมลงในไม่ช้า โกตู แล็กไมอาห์ เกษตรกรคนหนึ่งบอกว่าปีนี้เขาเลิกใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว แต่หันมาผสมโค้กเพื่อพ่นไร่ฝ้ายหลายเฮกเตอร์ของเขาแทน แล็กไมอาห์บอกกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า พอเอาน้ำอัดลมฉีด พวกแมลงมันก็ค่อยๆ ตายน่ะครับ นอกจากแล็กไมอาห์แล้ว เกษตรกรคนอื่นๆ ยังยกนิ้วชื่นชมว่า น้ำอัดลมเป็นตัวแทนยาฆ่าแมลงได้เป็นอย่างดี เพราะปลอดภัย ไม่ต้องผสมในสัดส่วนวุ่นวาย และที่สำคัญคือราคาสบายกระเป๋า
ยาฆ่าแมลงยี่ห้อที่นิยมกันในอินเดีย มีราคาประมาณลิตรละ 1 หมื่นรูปี หรือประมาณ 9 พัน บาท แต่โค้กที่ผลิตในอินเดียนั้นราคาเพียง 30 รูปี (27 บาท) ต่อหนึ่งลิตรครึ่ง เทียบสัดส่วนที่ต้องใช้เมื่อนำมาผสมน้ำฉีดต้นไม้แล้ว ต้นทุนในการใช้น้ำอัดลมก็ยังถูกกว่ายาฆ่าแมลงเกือบสิบเท่า

ราคายาฆ่าแมลงมันเวอร์จังเลยแฮะ นี่ขายเป็นขวดหรือว่าเป็นแกลลอนล่ะเนี่ย... นอกจากนั้นผมว่าอัตราการใช้ระหว่างใช้น้ำโค้กเป็นกระป๋องจะสิ้นเปลืองมากกว่าการใช้ยาฆ่าแมลงที่ผสมน้ำเป็นจำนวนมาก
แล้วไร่ที่ใช้คือไร่อะไร ผมไม่เชื่อว่าน้ำอัดลมจะฆ่าแมลงได้ ยิ่งถ้าอ้างว่าผสมน้ำยิ่งฟังไม่ขึ้นใหญ่เลย เพราะมันจะเจือจางมากๆจนไม่ต่างกับน้ำเปล่าเลย

- ทเวนตรา ชาร์มา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของอินเดียบอกว่า บรรดาเกษตรกรกำลังเข้าใจผิด ที่คิดว่าน้ำอัดลมนั้นปราบศัตรูพืชได้เหมือนยาฆ่าแมลง เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้ฆ่าแมลง เพียงแต่ป้องกันไม่ให้แมลงหันไปเล่นงานพืชต่างหาก และพระเอกตัวจริงของเรื่องนี้ก็คือ น้ำตาล ซึ่งมีปริมาณสูงมากในเครื่องดื่มทั้งสองยี่ห้อ ชาร์มาเล่าว่าการใช้น้ำตาลเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัยก่อนเกษตรกรใช้น้ำตาลโตนดปราบศัตรูพืชกันมานานแล้ว ซึ่งเป๊ปซี่กับโค้กก็ให้ผลอย่างเดียวกัน เพราะน้ำตาลในเครื่องดื่มจะกลายเป็นอาหารให้มดและแมลงเลี้ยงตัวอ่อนได้อิ่มหนำ จนไม่ต้องมาวอแวกับต้นพืช นอกจากนี้ สันเกต ธากูร์ นักวิทยาศาสตร์อีกคนยังระบุว่า การพ่นน้ำอัดลมใส่ต้นไม้ ทำให้พืชได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตโดยตรง จึงเหมือนเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ได้ผลิตผลจากไร่มากขึ้น
ฟังแล้วเป็นเรื่องตลกสิ้นดี คิดว่าปกติศัตรูพืชกินน้ำหวานเป็นอาหารเหรอครับ... แล้วทำไมผักใบขมตามท้องตลาดถึงแหว่งเป็นรูล่ะ...?
ถึงมันเป็นจริงความคิดที่ว่าก็ตลกอยู่ดี... ยกตัวอย่างง่ายที่สุดเลย ลองคิดดูว่าคุณเอาน้ำโค้กมาเทราดพื้นเป็นวงกลม เกล็ดขนมปังวางไว้ตรงกลางแล้วทิ้งไว้สักคืนดูสิ ตื่นขึ้นมาอะไรจะอยู่อะไรจะหาย... เผลอๆไปคู่เลยด้วยซ้ำ... สัตว์มันไม่เลือกกินหรอกนะครับ ที่สำคัญคือการเพิ่มอาหารก็คือการส่งเสริมให้วัฎจักรมันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยิ่งเป็นการทำให้แมลงขยายพันธุ์ได้มากขึ้นอีกนะเนี่ย... เจริญล่ะพ่อคุณ
สรุปคือไม่มีหลักประกันอะไรจะรับรองได้เลยว่าถ้าศัตรูพืชที่กินน้ำหวานพืชเป็นอาหารจะกินโค้กที่ราดเพียงอย่างเดียว เว้นเสียแต่ว่ามันจะกินโค้กแล้วตายไปเสียก่อน ฉะนั้นแล้วทฤษฎีนี้จึงดูหลักลอยจนเกินไป
อีกอย่างคือการพ่นน้ำอัดลมให้ต้นไม้นั้น ไม่ได้ทำให้ต้นไม้ได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตโดยตรง... ต้นไม้ไม่เหมือนกับคนนะครับที่จะดูดน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวไปใช้ได้เลยน่ะ กระบวนการให้ได้น้ำตาลและคาร์โบไฮเดตรของต้นไม้จำเป็นต้องมีกระบวนการสังเคราะห์แสงเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย นั่นเองถึงจะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลได้...

-------------------------------------------------------------------------

ก่อนจะสรุปผมขอหยิบตำรามาอ้างอิงสักนิดละกัน เรามามองกันดูว่าน้ำอัดลมนั้นมีคำจำกัดความกับส่วนประกอบอะไรบ้าง

เครื่องดื่มอัดก๊าซ
เครื่องดื่มอัดก๊าซหรือโดยทั่วไปเรียกว่าน้ำอัดลมเริ่มมีการผลิตตั้งแต่ปีคศ.1865 จนกระทั่งปัจจุบันได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายและได้รับความนิยมไปทั่วโลก เช่น เป๊ปซี่โคล่า โคคาโคล่าเป็นต้น ส่วนประกอบสำคัญในเครื่องดื่มชนิดนี้ได้แก่ น้ำ หัวน้ำเชื้อ หรือสาารให้กลิ่นรสเข้มข้นซึ่งอาจได้จากธรรมชาติโดยสกัดจากส่วนของพืชหรือได้จากการสังเคราะห์น้ำตาล กรด สี และก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์

ขั้นตอนการผลิตเครื่องดื่มอัดก๊าซ
1. การเตรียมน้ำ
เพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพดี มีความบริสุทธิ์ปราศจากสี กลิ่น และรส จะต้องเติมสารเคมีลงไปในน้ำ และกรองน้ำด้วยชั้นทรายและคาร์บอนกัมมันต์ (activated carbon) แยกสี กลิ่น และคลอรีนออก จากนั้นผ่านการกรองด้วยผ้ากรองเนื้อละเอียดอีกครั้ง เพื่อแยกอากาศออกจากน้ำ ซึ่งจะช่วยให้อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีขึ้น
2. การเตรียมน้ำเชื่อม
ผสมน้ำตาลทรายบริสุทธิ์กับน้ำที่เตรียมได้ แล้วกรองเอาสิ่งเจือปนอื่นออกไป จากนั้นจะลดอุณหภูมิของน้ำเชื่อมลงเพื่อผสมหัวน้ำเชื้อ สี และกรด ตามปริมาณที่กำหนดลงในน้ำเชื่อม กวนให้เข้ากัน แล้วผ่านเข้าเครื่องแยกอากาศ (deaerator) เพื่อแยกอากาศออกจากน้ำ ซึ่งจะช่วยให้อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดียิ่งขึ้น
3. การอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ก่อนที่จะอัดก๊าซต้องทำให้น้ำเชื่อมมีอุณหภูมิต่ำลงก่อนเนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะละลายน้ำอุณหภูมิต่ำได้ดีกว่าที่อุณหภูมิสูง ในการอัดก๊าซนี้จึงต้องทำให้สภาพอุณหภูมิต่ำและมีการเพิ่มความดัน โดยการส่งน้ำเชื่อมไปยังเครื่องคาร์บอเนเตอร์ (carbonator) ซึ่งจะอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป คาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้นี้อยู่ในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เหลว เมื่อเครื่องดื่มเก็บก๊าซไว้แล้วจะผ่านไปยังเคร่งอบรรจุภายใต้ความดัน แล้วปิดผนึก

(ที่มา - วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร)

-------------------------------------------------------------------------

ยืดยาวเหลือเกิน แต่ก็อย่างที่ว่าล่ะครับ ส่วนผสมหลักๆก็มีเท่านั้น
ส่วนผสมหลักก็คือน้ำ น้ำเชื่อมให้มันหวาน ส่วนผสมรองก็สารแต่งสี แต่งกลิ่น กรดที่ใส่ก็สารปรุงแต่งรสชาติครับ บางรสอย่างรสส้ม รสมะนาวที่ออกเปรี้ยวก็จะใช้กรดที่เข้มขึ้นมาอีกนิด แน่นอนว่าก็เป็นกรดทางอาหารเช่นพวกซิตริก แอสคอร์บิกแล้วแต่สูตรของบางบริษัทไป
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในฟอร์เวิร์ดเมลล์จะช่างสรรหาสารปรุงแต่งอะไรมาเติมให้เยอะแยะก็ไม่รู้ สารแต่ละอย่างก็ไม่ใช่ของที่จะกินได้เลยด้วยซ้ำ เพราะมีกรดเป็นส่วนผสมเลยมีความพยายามจะจับโยงไปกรดนั่นนี่มั่วไปหมดครับ
อย่างว่าครับขึ้นชื่อว่ากรดคนฟังก็กลัวแล้ว คิดว่ามันกัด มันอันตราย จึงถูกหยิบมาเป็นประเด็นสร้างเรื่องโคมลอยได้มากมาย แต่อันที่จริงแล้วกรดที่กินได้ก็มีอยู่ถมไป คุณกินส้มคุณกินมะนาวนั่นก็ถือว่ากินกรดแล้วนะครับ กินมะขามก็ใช่ วิตามินซียังใช่เลยครับ

เหมือนกับเรื่องตลกบางเรื่องที่พยายามใช้โวหารให้น่าเชื่อถือเช่น ข้าวสารอันตราย
มีการทดลองโดยจับหนูถีบจักรจำนวนหนึ่งพันตัวมากรอกข้าวสารเป็นปริมาณหนึ่งกิโลกรับ ผลทดลองปรากฎว่าหนูทั้งหมดตาย สรุปคือข้าวสารมีผลให้หนูตาย...

แบบเนี้ยถามว่าจริงไหม
ก็จริงนะ เล่นยัดเป็นกิโลหนูก็ตายน่ะสิ... ฟังๆไปแล้วมันก็คือการเล่นคำโดยจับแพะชนแกะนั่น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนูที่ไหนจะกินจนท้องแตกตายกันล่ะ?

อีกมุกหนึ่งที่โยงได้แบบน่าเชื่อถือแต่แท้จริงแล้วมั่วนิ่มก็ในกระทู้นี้เลยครับ
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=1001
(Credit- คุณ RUNE)

ผมว่าของบางอย่างนี่จะว่าเป็นเรื่องจริงไหม มันก็จริง
แต่ถ้าเอามาเล่าให้น่ากลัว บางทีเรื่องจริงมันก็จะเกิดจริงไป
ความหวังดีที่เกินความจริงก็ไม่น่าใช่ความหวังดีแล้วล่ะ แต่เป็นการหลอกลวง
มองในอีกแง่หนึ่งมันก็อาจมีเรื่องของผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง การดิสเครดิตสินค้าบางอย่างเพื่อให้สินค้าอีกอย่างแรงแทนก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอินเตอร์เน็ตมาแล้ว

ดีชั่วอย่างไรผมขอแจกแจงออกมา แต่ไม่บังคับให้เชื่อ ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรก็ใช้หลักกาลามสูตรเอาละกันนะครับผมก็บอกต่อมาอีกทีไม่บังคับให้เชื่อเช่นกัน
แต่ถ้าความเห็นผมแล้ว ส่วนตัวมองว่ามันเป็นเรื่องลวงโลก ถ้าจะกลัวพวกนี้จริงล่ะก็กลัวเป็นเบาหวานหรือโรคอ้วยจะดีกว่าครับ อันนี้ชัดเจนแน่นอนเปิดหาข้อมูลวิชาการทางการแพทย์ได้เลย ไม่ต้องมาอ้างสนิมกับทีโบนสเต็คอะไรให้เสียเวลา

ปล. ระหว่างที่หาข้อมูลเพิ่มเติม มีคนแก้ต่างไว้ด้วยเหมือนกันนะครับ ก็ใช้สนับสนุนแนวคิดได้เข้าท่าเลยล่ะเพราะทางนั้นก็มีการทดลองเช่นกัน
http://www.truthminers.com/hoaxarticles/coke.htm

มีอีกหนึ่งเรื่อง อันนี้ค่อนข้างเป็นความจริง แต่ใช้วิธีการเขียนด้วยภาษาทางวิชาการให้คนที่ไม่รู้จักได้ผวาจนรู้สึกหวาดกลัวอาหารนั้นๆ ไว้มีโอกาสจะเอามาเปิดประเด็นอีกครับ


edit @ 2006/12/10 03:07:19
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โอ้ว แวบมาเจอบล็อคนี้แต่เช้าเลย
ของโปรดเลยนะนั่น กินทุกวันไม่ต่ำกว่า2ขวด
กินมาตั้ง20กว่าปีแล้วไม่เห็นจะเป็นไร - -''

ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เท่าไหร่
แต่ข้อแรกๆก็เห็นๆว่าโม้~
อย่างที่รู้กันว่ากรดมีรถเปรี้ยว
แล้วตำรวจคนไหนมันลงทุนเอาโค๊กไปล้างคราบเลือดล่ะนั่น
คงจะล้างออกอยู่อ่ะนะ....

เราว่าพวกคิดเมล์พวกนี้มันว่างจัดแน่ๆเลย ไม่ก็พวกคู่แข่งบริษัทโค้กอ่ะนะ~

แล้วถ้าโค๊กมันล้างส้วมได้จริงๆป่านนี้พวกน้ำยาขัดห้องน้ำขายไม่ออกละ~

เช้าๆมานั่งอ่านบล็อคแบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะความรู้ประดับหัว พึ่งรู้ว่าโค้กใช้กรดคาร์บอนิก
รู้แต่ว่ามันอัดก๊าซคาบอนฯ

แต่หมอเค้าบอกว่าน้ำโค๊กไม่ค่อยดีเพราะอะไรหรอ.....เห็นว่านอกจากโรคกระเพราะแล้วยังมีอีกบางโรคที่ห้ามกิน (อันนี้สงสัยมาก)
#1  by  RinsChan At 2006-12-10 05:23, 
Fwd mail ร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเก้าเปอร์เซนต์ ให้ลบทิ้งไปได้เลยเพราะเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เว้นเสียแต่ว่าอยากเก็บไว้บั่นทอนปัญญาแบบปูทัน
#2  by  tenshi At 2006-12-10 11:51, 
โม้เหม็นแบบฟุตบอลไทยเคยไปบอลโลก?
#3  by  Blade At 2006-12-10 17:04, 
ถ้าโทษจากน้ำตาลก็เกี่ยวกับเบาหวานแหงๆล่ะครับ ดื่มน้ำอัดลมก็เหมือนดื่มน้ำเชื่อมเจือจางดีๆนี่ล่ะครับ กินทุกวันก็อ้วนได้ แล้วก็เป็นเบาหวานตามมาได้ในที่สุด อันนี้อันตรายหน่อยเพราะเป็นบ่อเกิดโรคแทรกซ้อนมากกว่า

ส่วนเรื่องกระเพาะเป็นแผลนี่ก็ได้ยินมาบ่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นสักทีแฮะ ผมเองก็กินโค้กมานาน อาการแสบท้องก็ไม่เคยเป็น... ก็เข้าใจว่าพวกดื่มแบบเป็นกิจวัตรประจำวันแล้วก็ดื่มเพียวๆเวลาท้องว่าง แหม... ของแบบนี้น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน ประสาอะไรกับกระเพาะล่ะเนอะ
แนะนำว่าดื่มแบบผสมน้ำแข็ง ทางกับขนมหรือหลังอาหารจะเวิร์คสุดครับ อร่อยไปอีกแบบ
#4  by  kiwi At 2006-12-10 17:05, 

<< Home