ไม่ได้อัพบล็อคมานาน เอาเวลาไปแต่งนิยายเสียหมด
ไหนๆก็มาอัพทั้งก็เปิดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับนิยายไปเลยละกัน ก็ตามหัวข้อล่ะบ่นเรื่อยเปื่อยใคร่อ่านก็อ่านครับ หากกระทบใจใครก็ขออภัยไว้ล่วงหน้า ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ
หมายเหตุ - อ้างอิงจากนิยายบางกลุ่มทางอินเตอร์เน็ต
ดักไว้ก่อนแล้วกันคราวก่อนผมบ่นเรื่องไม่ชอบนิยายอิโมติคอลก็มีคนหาว่าผมอิจฉาที่เขาได้ตีพิมพ์ ดูพูดเข้า...
พอๆกับพวกที่บอกว่าการที่เราไม่พอใจน้องเดียวว่าก้าวร้าวเป็นการอิจฉาเด็ก...
ขอเหอะไอ้ความคิดเกรียนๆแบบนี้น่ะ อันไหนผิดก็ว่าไปตามผิด อันไหนถูกก็ว่าไปตาม อย่าเอาคำว่าอิจฉามาเป็นกำแพงปิดกันความผิดที่ละกัน เปิดใจหน่อย จะคุยก็คุยกันด้วยเหตุผลอย่าตัดบทด้วยความเห็นแบบกำปั้นทุบดิน
อันที่จริงแล้วช่วงพลังนี่เข้าไปอ่านบอร์ดนักเขียนสักที่แล้วรู้สึกว่าแม่ไม่ปลื้มยังไงชอบกล ที่จริงกระทู้ดีๆก็มีเยอะครับ แต่บางกระทู้อ่านความเห็นบางความเห็นแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไปหรือเปล่า...?
เปิดประเด็นเลยละกัน ก็จะเริ่มจากหัวข้อสำคัญที่เกี่ยวกับการแต่งนิยายซึ่งขาดไม่ได้ ซึ่งก็จะเอาความเห็นบางอย่างในกระทู้ที่รู้สึกว่าผิดมาเป็นกรณีตัวอย่างเปรียบเทียบไปละกันครับ
ใจรัก
สิ่งนี้เป็นข้อจำเป็นสำคัญของผู้แต่งนักแล มันคือแรกผลักดันขับเคลื่อนให้นิยายเดินทางไปจนจบได้ นอกจากนี้มันก็ยังสะท้อนถึงคุณภาพของงานด้วย
คือไม่ค่อยอยากใช้คำนี้พร่ำเพรื่อเท่าไหร่ ของมันแสดงออกมากับผลงานอยู่แล้วล่ะ
รักก็คือรักน่ะครับ รักก็ย่อมหวังให้ผลงานนั้นออกมาดีสมที่รัก ผมเชื่อว่านักแต่งที่ดีนั้นย่อมต้องรับผลงานที่ทำออกมาเหมือนลูกรักในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ให้กำเนิด และหวังว่าผลงานชิ้นนั้นจะได้ดีสมกับที่ตั้งใจ
ใจรักจะเป็นผลดีกับเรื่องกำลังใจในการแต่ง รวมไปถึงการเข้าถึงบทของตัวละครและเนื่อเรื่องของผู้แต่งได้ด้วย
จะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้เหมือนจะเคยมีกรณีที่ผู้เขียนหน้าใหม่บางคนเร่งปั่นผลงานออกมาแล้วโดนติงไปว่างานเละเทะไปหน่อยนะครับ
คุณท่านก็อุตส่าห์ตอบกลับทันทีว่า 'แต่งไม่เก่ง แต่ใจรักอ่ะจะทำไม?' หรือไม่ก็ 'แต่งเพราะใจรักผิดตรงไหน ก็แค่อยากแสดงความรัก'
เอ่อ... ผมว่าไม่ใช่ซะล่ะมั้ง ดูแล้วเอาคำว่าใจรักเป็นข้ออ้างมากกว่า ประเด็นความเละเทะไม่เกี่ยวกับเรื่องฝีมือหรือเนื้อเรื่องนะครับ หากแต่หมายถึงความตั้งใจในการนำเสนอต่างหากเช่น อาจเป็นที่ภาษาที่ใช้ดูสับสน คำผิดที่หลุดออกมากมายไม่มีการตรวจเช็ค พิมพ์ตกๆหล่น ไม่มีการตรวจแก้อ่านซ้ำอะไรพื้นฐานที่ไม่ควรพลาดบ่อยๆทำนองนี้
บางทีเละจนอดสงสัยไม่ได้ว่ารักจริงหรือ? หรือว่ารักแค่ช่วงสั้น หรือว่าสนองความต้องการแล้วก็เบื่อ?
เพราะถ้ารักจริงแล้วก็ต้องทำให้ออกมาดีด้วยนะครับ เรื่องแบบนี้ผมเข้าใจครับ มือใหม่ใช่ว่าจะเก่งได้ทันทีที่แต่ง แต่ว่าสิ่งที่จะแสดงถึงความใจรักก็คือความพิถีพิถันในงานนั่นเอง อย่างน้อยแล้วตรวจเช็คคำผิดสักนิด อ่านดูหน่อยสักรอบสองรอบว่ามีอะไรขาดผกตกหล่นไปบ้างก็เพิ่มเติมเข้าไป
รักในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจแล้วก็ควรรักผลงานของตัวเองด้วย
ผมก็เชื่อว่างานที่ตั้งใจและภูมิใจนำเสนอถึงจะเป็นรองด้านประสบการณ์การแต่ง แต่ความตั้งใจนี้ก็จะสื่อถึงผู้อ่านได้ แล้วความมุ่งมั่นและตั้งใจนี่คือคะแนนพิเศษที่จะทำให้ผู้อ่านชื่นชอบได้มาก
อย่างไรเสียผู้อ่านร้อยทั้งร้อยก็ต้องการอ่านงานเขียนที่ตั้งใจทำมากกว่างานเขี่ยครับ
จินตนาการกว้างไกล คิดเนื้อเรื่องได้เด็ดดวงถูกใจผู้อ่านแต่แรกพบ
พูดง่ายๆก็คือแต่งให้'สนุก'เข้าไว้นั่นเอง เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสมองของผู้แต่งแล้วล่ะครับ มันอาจสามารถใช้กลบความแตกต่างเรื่องประสบการณ์การแต่งได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ละคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน
เนื้อเรื่องที่สนุก ต่อเนื่อง มีการซ่อนปมแต่พองาม วางโครงได้ดี ดำเนินเรื่องได้เป็นลำดับจะมีส่วนช่วยดึงดูดให้ผู้อ่านตามอ่านได้ตลอดครับ อันนี้ขอคอนเฟิร์มด้วยประสบการณ์ตรง
นิยายแฟนฟิคเรื่องหนึ่งที่แต่งไว้ ในช่วงแรกก็เคยโดนติงมาว่า 'แต่งใช้ได้แล้ว แต่ขาดจุดที่น่าตื่นเต้นของเรื่องไปนะ' ก็คือนิยายของผมนั้นยังขาดไคล์แมกซ์ครับ นั่นเองก็ทำให้เราได้คิดว่า เออ... ตอนหนึ่งๆควรมีปมประเด็น หรือจุดไคล์แม็กซ์สักหน่อยก็ยังดี
สำคัญนะครับเรื่องความมันส์ในแต่ละตอนเนี่ย โดยเฉพาะนิยายตอนยาว ถ้าอ่านไปสักสามสี่ตอนแล้วไม่เจอไคล์แม็กซ์เลยสักตอนก็อยากที่จะอ่านต่อแล้วล่ะ
เคยเจอมาเหมือนกันกับนิยายบางเรื่อง ถือว่าแต่งซะดีเลย บรรยายเก็บรายละเอียดซะครบถ้วน เดินเรื่องซะดี แต่น่าเสียด๊ายขาดประเด็นสำคัญไปเสียได้...
คืออยากจะบอกผู้เขียนล่ะนะว่าสิ่งที่ขาดไปคือ 'ความสนุก' แต่ก็ไม่กล้าแฮะ... จบกันจริงๆนะ... ปูทางมาดีแต่ตกม้าตายเอาซะงั้น
หากนิยายมีสักห้าสิบตอนแต่ให้ความสนุกแบบวางไม่ลงไปอยู่ตอนสี่สิบเป็นต้นไปเห็นจะไม่เหมาะสม เพราะอ่านแค่ห้าตอนแรกไม่สนุกก็คงไม่อยากอ่านต่อแล้วล่ะ ถึงจะบอกว่าช่วงท้ายสนุกแค่ไหนก็ตามเถอะ ของแบบนี้มันต้องการความต่อเนื่องครับ ถ้ามันขาดช่วงเกินไปก็ไม่รู้จะเสียเวลาอ่านช่วงที่น้ำท่วมทุ่งไปให้เสียเวลาเพื่ออะไร
ก่อนแต่งอะไรสักเรื่องหลังจากมีใจรักแล้วควรมีการวางแผนเรื่องโครงเรื่องให้ดี กระจายบทให้ทั่วถึงไม่ควรให้ไปอัดอยู่ช่วงท้ายช่วยเดียว หรือไม่ไปยัดช่วงไหนสักช่วงจนแน่นเกินไป ผ่อนหนักผ่อนเบาในความเข้มข้นบ้าง
อืม... มันก็เหมือนกับฟังเพลงมันส์ๆสักเพลงล่ะนะ แรกๆก็เปิดเบาๆเอาพอฟังเพลินๆ ช่วงต่อมาก็เริ่มหนักขึ้น จากนั้นก็ลงความแรงสักนิ๊ดไม่ให้เอียนเกินไปด้วยการโซโลผลักดันอารมณ์ให้พร้อมอีกครั้ง แล้วมาตบให้หนักสุดในช่วงส่งท้ายแล้วจบอย่างงดงาม
แรงบันดาลใจ
ขอข้ามไม่พูดถึงละกันว่าแรงบันดาลใจใช้ยังไงหามายังไง ของแบบนี้มันจะเกิดปิ๊งขึ้นมาเองครับ เราก็หาช่วงที่เหมาะสมเอาไปใช้กับนิยายซะก็เข้าล็อค
อันที่จริงประเด็นที่อยากพูดถึงในหัวข้อนี้คืออยากให้นักเขียนมือใหม่แยกระหว่าง 'แรงบันดาลใจ' กับ 'ลอก' ให้ออกน่ะครับ
กลายเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์มาเยอะกับเรื่องผลงานที่ลอกจากงานชิ้นหนึ่งๆมาเป็นของตนเองแล้วอ้างว่าเป็นแรงบันดาลใจ จากนั้นก็มีการอ้างกันแบบหน้าด้านๆจนทำให้แต่งหน้าใหม่เกิดความสับสนว่าลอกกับแรงบันดาลใจต่างกันยังไง ทำแบบไหนถึงจะไม่เรียกว่าลอก
ผมเชื่อว่าคนที่ขโมยผลงานเขามาน่ะรู้ดีกว่าแรงบันดาลใจต่างกับลอกยังไง แต่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องความใกล้เคียงกันของความหมายมาใช้เพื่อเป็นข้ออ้างปกป้องตัวเอง... ก็อย่างว่าของอย่างนี้มันห่างกันแค่เส้นแบ่งเขตสั้นๆเท่านั้นเอง
เอามาทั้งย่อหน้าแล้วเปลี่ยนให้พระเอกจากของเดิมวิ่งก็เปลี่ยนเป็นเดิน สถานที่เป็นทะเลสาปก็เปลี่ยนเป็นบึง ชื่อเดิมจอห์นก็เปลี่ยนเป็นจอร์จ... เนียนยังไงก็ดูรู้ว่าลอก
ไม่ต้องกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าต้องเอานั่นมาเท่าไหร่ เอานี่มาเท่าไหร่ ถามใจตัวเองเอาก็พอแล้วล่ะว่าพอใจที่ได้ทำแบบนี้หรือเปล่า คนทำย่อมรู้ตัวดีที่สุด
ถ้าถามผมว่าผลงานที่มาจากแรงบันดาลใจต่างกับลอกยังไง ผมก็ขอตอบว่าต่างกันตรงที่แรงบันดาลใจนั้นเป็นการซึบซับผลงานที่ชื่นชมมา จากนั้นก็ทำการย่อยรายละเอียดดูดซึมให้เข้าถึง แล้วก็เริ่มทำการเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ของเราเองและมีการเสริมเติมแต่งปมบางอย่างเข้าไปให้เข้ากับเนื้อเรื่องเรา อ่านแล้วมันจะเป็นเนื้อเดียวกันกับนิยายที่เราวางไว้
สำหรับนักเขียนมือใหม่ก็ไม่ต้องร้อนตัวหรือกังวลใจไปครับ เข้าใจดีว่านิยายมีเป็นพันเป็นหมื่นเรื่องย่อมหลีกไม่พ้นที่จะซ้ำกัน ก็คิดไปเถอะเนื้อเรื่อง คิดอะไรก็แปรสภาพแล้วเขียนออกมาในรูปแบบของเราเท่านั้นเอง
ยังไงซะถึงเรื่องจะคล้ายกันแต่ผมก็เชื่อว่าปมประเด็นของเรื่องและรูปแบบการนำเสนอย่อมไม่มีทางเหมือนกันอยู่แล้ว
สิ่งที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบเราที่แตกต่างไปจากต้นฉบับนั่นล่ะครับคือผลงานที่มาจากแรงบันดาลใจ...
ส่วนการ copy มาทั้งเรื่องแล้ว paste เป็นของตัวเอง จากนั้นก็ค่อยไปแก้ชื่อ รายละเอียดปลีกย่อย ไอ้แบบนี้ไม่ใช่เรียกแรงบันดาลใจครับ แต่ต้องเรียกว่า โจรขโมยผลงาน!
พล็อตเรื่อง
พูดถึงตรงนี้ก็เอาสักหน่อยละกันนี่ก็เป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์อีกเรื่อง เพราะปัจจุบันเกิดปัญหาเรื่องพล็อตเรื่องซ้ำกันมาก
กระทั่งมีคนบ่นดักทางว่าอย่างถ้าเป็นแนวรักหวานแหววพระเอกก็ต้องเรียนเก่งไม่ก็ยียวนกวนประสาท หรือแหวกเป็นนักเลงหัวไม้ชำนาญเรื่องการต่อยตี มีสักพวกในนี้ที่สำคัญคือต้องเป็นหนุ่มหน้าตาดีเป็นทีชื่นชอบของสาวๆ
อ้า... แล้วนางเอกก็ต้องมาโทนป่วนหรือเปิ่น ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ขี้เหร่ก็ได้น่ารักก็ดี มีเพื่อนเยอะแยะ อาจดีเกินไปไม่ก็เซ่อจนโดนแกล้งบ่อยๆ อะไรเทือกเนี้ย
แฟนตาซีก็ไม่พ้นนะครับ โดนดักเหมือนกับว่าเบื่อมุก กอบกู้บ้านเมือง สืบทอดบัลลังค์ ปราบปีศาจร้าย หาของศักดิ์สิทธิ์ ไม่ก็หลงกาลเวลาหลงมิติ อยากให้มีอะไรอื่นไปมากกว่านี้........
เสียดแทงนะนี่คำกล่าวแบบนี้
อันที่จริงเบื่อก็ไม่ผิดหรอกครับพล็อตแบบนี้เจอบ่อย ผมเองก็อยากถามกลับท่านผู้สงสัยเหมือนกันว่าแล้วท่านมีไอเดียอะไรใหม่ๆที่ประเสริฐเริดหรูกว่านี้จะนำเสนอไหมล่ะครับ
ถ้าไม่มีผมว่าก็อย่าไปชิงด่ากราดว่าพล็อตซ้ำเลย ทำร้ายจิตใจคนคิดเรื่องจริงๆ ของแบบนี้มันควรอ่านโดยรวมว่าโทนเรื่องเป็นยังไงมากกว่าจะจับจุดเล็กๆน้อยครับ
อย่างเรื่องบุคลิคที่ยกมาตอนต้น ถ้าว่ากันด้วยความจริงแล้วพระเอกนางเอกมันก็ต้องมีจุดขายหรือจุดเด่นที่ต่างจากตัวละครทั่วไปอยู่แล้ว ของแบบนี้มันมีบุคลิกไม่มากหรอกครับ ไม่ดีก็เลว ไม่หล่อก็ขี้เหร่ จะมีอะไรอื่นได้อีก แหวกแนวเกินไปก็หลุดโลก...
แนวแฟนตาซีก็พอกันล่ะครับสิ่งที่จำเป็นคือปมหลักของเรื่องสไตล์มันก็ค่อนข้างจำกัด ก็ขอถามย้อนเช่นกันว่าถ้าไม่ กอบกู้บ้านเมือง สืบทอดบัลลังค์ ปราบปีศาจร้าย หาของศักดิ์สิทธิ์ หลงกาลเวลาหลงมิติแล้ว จะทำอะไรแทนดีที่เป็นแฟนตาซีแล้วไม่หลุดโลกหลุดความจริงเกินไปด้วยนะครับ (เพราะถ้าหลุดก็จะเป็นพวกคอมเมดี้ไป)
ผมว่าของแบบนี้ไม่ต้องสเป็คมันมากหรอก เพียงแต่แก้จุดอ่อนให้ได้ก็พอ
จุดอ่อนที่ว่าก็คือความสัมพันธ์หรือที่มาของตัวละครหรืออีเวนท์นั้นยังอ่อนครับ บ่อยครั้งกับบางเรื่องที่นึกจะให้เกิดก็เกิด นึกจะให้พระเอกเก่งก็เก่ง นึกจะให้ปีศาจครองโลกได้เลยก็ครอง ทำแบบนี้ใครอ่านก็เบื่อครับ ยิ่งเผยไต๋ไวก็ยิ่งรู้สึกว่ามุกโหลจริงๆนั่นล่ะ
จัดการเรื่องความสัมพันธ์ของบทหรือตัวละครให้ดี หาไอเดียเหมาะๆ อ้างที่มาที่ไปรองรับความจริงได้มันก็ไม่น่าเบื่อแล้วล่ะครับ
ข้อมูล
ในการเขียนนิยาย ข้อมูลคือสิ่งจำเป็นมากๆ กระทั่งนิยายแฟนตาซีหรือไซไฟที่มีความเพ้อฝันมากๆยังต้องมีการอิงหลักความเป็นไปได้หรือมีทฤษฎีบางอย่างมารองรับด้วย ไม่ต้องลงลึกก็ได้ครับแต่ให้รู้ว่าเพราะอะไรก็ยังดี ถึงจะเป็นนิยายก็เถอะนะ แต่โลกเรามันมีความเป็นเหตุและผล มีการกระทำก็ต้องมีผลของการกระทำ
สมมติว่ามีนิยายแฟนตาซีที่จอมเวทสามารถบินได้ ถ้าเกิดผมสงสัยว่ามันบินได้ยังไง แล้วผู้แต่งตอบมาว่า ไม่รู้สิ ก็อยากให้มันบินอ่ะ... ผมคงโบกมือลาไว้แค่นี้ล่ะ
แหม้... จะตอบเอาใจกันสักหน่อยว่าเป็นเวทมนตร์ให้ชื่นใจแค่นี้ก็พอแล้วน่า หรือใครจะลงลึกไปอีกว่าเป็นเวทมนตร์ที่ต้องใช้การต่อต้านแรงโน้มถ่วงผลักตรงข้ามให้เกิดการยกตัวอะไรก็ว่ากันไป
การแต่งนิยายสักเรื่องหนึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลตั้งแต่คิดชื่อเรื่องแล้วล่ะครับ ก็เหมือนข้อข้างบน ถ้าถามไปว่าชื่อเรื่องหมายถึงอะไรเหรอแล้วตอบไม่ได้นี่ ความเชื่อมั่นในนิยายคงเหือดหายล่ะ
ในเรื่องเองก็จำเป็นต้องมีการหาข้อมูลอีกมากมาย เช่นยุคสมัยที่แต่ง สภาพบ้านเรือนเป็นอย่างไร สังคมตอนนั้นเป็นเช่นไร การปกครองล่ะ ฯลฯ
คือมันเป็นไปได้หรอกครับถ้าจะแต่งนิยายสักเรื่องที่มีแค่พระเอกพูดกับเพื่อน พาพวกไปปราบปีศาจแล้วกลับมาจบอวสาน
ไม่ไหวน่า... บางทีปัจจัยแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญที่จำเพิ่มอารมณ์ให้กับเนื้อเรื่องได้มาก นิยายต้องอาศัยจินตนาการจากเนื้อเรื่องที่เขียนมาให้เกิภาพจำลองในสมองได้ ดังนั้นแล้วรายละเอียดบางอย่างก็จำเป็นต้องมีข้อมูลครับ ถ้าคนแต่งยังตีโจทย์ไม่แตกแล้วจะบรรยายให้ผู้อ่านเข้าใจได้ยังไงครับ คุณอาจมองข้ามจุดนี้ก็ได้นะถ้าคุณคิดจะแต่งนิยายที่มีแต่ไดอะล็อคพูดอย่างเดียว แต่ผมว่านิยายนั้นคงน่าเบื่อแย่
ใน dek-d เคยมีกระทู้ 'ข้อมูลในการเขียนเรื่อง.... ใครคิดว่าไม่สำคัญ' ได้พูดถึงเรื่องการหาข้อมูลได้ดีมากเลย
คือพักหลังนี่เห็นนิยายหลุดๆลอยๆออกมาเยอะ อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ที่แปลกน่ะก็เพราะการกระทำมันไม่สอดคล้องกับเหตุผลนั่นล่ะ
เรื่องข้อมูลนี้สำคัญนะครับผมเน้นเลยอีกเรื่องหนึ่ง ก็มีบางท่านให้ความเห็นมาว่าการใส่ข้อมูลมากเกินไปจะทำให้น่าเบื่อ แน่นข้อมูลเกินไป...
เป็นคำแก้ตัวขอความขี้เกียจเสียมากกว่ากระมังครับ ที่พูดมาก็มีส่วนถูกแต่ก็แก้ไขได้ด้วยการแบ่งบทบรรยายไปลงที่ตอนอื่นแทนได้ ซึ่งมันจะดีกว่าการปล่อยให้เรื่องโล่งๆไม่มีเหตุผลมารองรับ
เอาน่ะครับเชื่อผมเถอะเรื่องแบบนี้น่ะเหลือย่อมดีกว่าขาด แน่นยังดีกว่าหลวม อ่านแล้วมึนดีกว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด
ในการสะสมข้อมูลถือเป็นอีกเรื่องหนักใจสำหรับผู้แต่ง แต่ว่าถึงจะลำบากไปบ้างแต่ผมเชื่อว่าถ้าคนมีใจรักในนิยายตัวเองจริงเรื่องแค่นี้น่ะผงๆครับ
การบรรยาย
หัวข้อนี้ไม่มีอะไรมากครับ ขอพูดถึงประเด็นเรื่องคำวิบัติกับอิโมติคอลแทนละกัน
โดยส่วนตัวแล้วต่อต้านคำวิบัติ กับอิโมติคอลมาก ถ้าลดได้ก็ลด ถ้าเลิกก็ได้เลิกเถอะครับ อ่านยาก อ่านไม่รู้เรื่อง
ศัพท์แชทหรือภาษาวิบัติเริ่มต้นจากในอินเตอร์เน็ตบ้างก็เพื่อให้แหวกแนว บ้างก็เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ ซึ่งตอนนี้กำลังลุกลามมายังกลุ่มนักเขียน โดยมากถ้าเปิดนิยายแล้วเจอภาษาวิบัติมากๆผมจะปิดทันทีครับ ผมไม่อ่านให้เสียเวลาหรอกครับ ขนาดเริ่มต้นมายังต้องแปลเป็นภาษาไทยอีกรอบแบบนี้ แล้วอ่านไปจะไม่ยิ่งปวดหัวกว่านี้หรือ?
นักเขียนหน้าใหม่หลายคนสงสัยว่าอย่างไหนวิบัติ ถ้าเกิดว่าผิดแบบไม่ได้ตั้งใจล่ะวิบัติไหม อันนี้วัดกันง่ายๆครับ ถ้าคุณพิมพ์ผิดโดยไม่เจนตนาไม่นับเป็นวิบัติครับแค่ผิดพลาดเอง
นึกถึงรายการหลุมดำที่มีอาจารย์คนหนึ่งร้อนตัว แก้ตัวประมาณว่า ชี้หน้าตากล้องแล้วถามว่า "เธอสะกดคำว่า กะเพราถูกไหม?" ตากล้องก็เงียบ อาจารย์ก็เลยได้ที "เห็นไหมล่ะ ใครๆก็ผิดกันได้ ฉะนั้นไอ้เรื่องวิบัติน่ะไม่ต้องไปซีเรียส"
โหยอาจารย์... มั่วนิ่มโคตรๆเลย(ว่ะ) อย่าดึงหลงประเด็นสิครับ ผิดโดยไม่เจตนากับจงใจผิดมันคนละเรื่องกันครับ
สำหรับอิโมติคอลแล้ว ถือเป็นรูปแบบการเขียนสมัยใหม่เข้าใจว่านำเข้ามาจากนิยายเกาหลี... ซึ่งก็ไม่พ้นอินเตอร์เน็ตอีกนั่นแล เจออิโมติบอลมากเข้าบางทีผมยังอดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าที่อ่านอยู่น่ะเป็นนิยายหรือนิทานภาพกันแน่
เคยมีคนรู้จักที่เป็นรุ่นพี่ในเน็ตกล่าวไว้อย่างรุนแรงเกี่ยวกับอิโมติคอลว่า 'ถ้าเป็นนักเขียนนิยายแล้วไม่มีปัญญากระทั่งบรรยายหน้าตาของตัวละครจนต้องมาใส่ (^o^) หรือ (= =)/ ก็เลิกเป็นนักเขียนนิยายมันไปเถอะ'
อูย... เจ็บปวดครับ เดิมทีผมก็เคยใช้ล่ะอิโมติคอล แต่มาคิดดูแล้วมันก็คือเรื่องจริงล่ะนะ
ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดของรุ่นพี่ท่านนี้ไม่น้อยเลย ผมมองว่าตัวอักษรคือการพัฒนาขึ้นมาจากภาพเขียน จากนั้นก็ประยุกต์มาเป็นตัวหนังสือในที่สุด ทุกอย่างมีการพัฒนาไปข้างหน้า... การใช้อิโมติคอลก็เสมือนกับว่าพัฒนาย้อนกลับ เชื่อเถอะครับแล้วมันจะบั่นทอนความสามารถในการบรรยายของตัวคุณเอง...
ประสบการณ์อื่นๆ
การอ่านนั้นจะมีส่วนช่วยผลักดันการพัฒนานิยายเราเป็นอย่างมาก ยิ่งอ่านมากยิ่งได้เปรียบ สำหรับนักแต่งบางท่านที่เริ่มต้นใหม่ไม่รู้จะอ่านอะไรก็ให้เลือกอ่านสิ่งที่เราชอบที่สุดเป็นหลักละกัน จากนั้นค่อยขยับขยายให้กว้างออกไปหรือจะลงลึกด้านนั้นไปเลยก็แล้วแต่
มีคนตั้งกระทู้ถามว่า 'อยากเป็นนักเขียนแต่ไม่ชอบอ่านนี่จะเป็นอะไรไหม?'
ก็มีคำตอบสองด้านล่ะนะ ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่มุมมองกันไป แต่สำหรับผมแล้วก็ตอบว่าได้ล่ะนะแต่ยาก...
เหมือนกับคุณอยากเป็นหมอแต่ไม่ชอบชีววิทยา อยากเป็นนักบัญชีแต่ไม่ชอบคำนวน ถามว่าเป็นได้มันก็เป็นได้ถ้าคุณอยากจะเป็นแต่ของที่ออกมามันจะเละเอานะ
มันก็มีบ้างในบางรายที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาแต่กลับเอาดีในสายนั้นได้ แต่นั่นก็เพราะเขาทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก ล้มแล้วลุกนับไม่ถ้วนครั้งและมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกจนเกิดเป็นประสบการณ์
สำหรับนักเขียนหน้าใหม่แนะนำว่าอ่านไปเถอะครับ เลือกอ่านเอาก็ได้ ไอ้ที่ที่หวังว่าไม่ชอบอ่านแล้วจะเขียนน่ะเละแน่ๆ พื้นฐานไม่มีแล้วไม่มีประสบการณ์อีกอะไรจะเหลือล่ะครับ...
ความสมบูรณ์
ปรากฎการณ์ทะยอยอัพนี่เจอได้บ่อยๆครับ อัพที่ละจึ๋งๆ 10%บ้าง 20% บ้าง
จริงๆก็เป็นความสุขส่วนตัวของเขาล่ะนะ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมนิยมใช้วิธีนี้เพราะมองว่างานยังไม่สมบูรณ์ดีพอที่จะเข็นออกมาเลยจริงๆ บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมไม่เอาให้ 100% ก่อนแล้วค่อยโพสรวดเดียวไปเลย
ตามปกติสามัญเวลาแต่งจบตอนหนึ่งแล้วก็ควรที่จะไล่อ่านย้อนให้หมดว่าขาดตกบกพร่องอะไรไป เนื่อเรื่องทุกย่อหน้าทุกส่วนตอนสอดรันไหมถ้าไม่ก็ต้องตัดแปะสลับย่อหน้าตามความเหมาะสม
คือถ้ามองว่าอัพทีละนิดๆ การแต่งทีละนิดแล้วปะโปะลงไปจะทำให้เราพลาดส่วนนี้ไปครับ ต่อให้อัพจนครบ 100% ผมก็มองว่าไม่สมบูรณ์อยู่ดี อย่างน้อยถึงจะกลับมาปรับแก้ย้อนหลังแต่ผู้อ่านบางท่านคงไม่มาอ่านตอนเดิมซ้ำหลายรอบโดยไม่จำเป็นแน่ ที่สำคัญคืออารมณ์ความต่อเนื่องจะคงตัวครับ... ก็เล่นมาแบบกะปริบกะปรอยแบบนั้นนี่...
ก็เข้าใจล่ะนะว่าสำหรับบางบอร์ดที่ใช้ระบบขุดนั้นอาจจำเป็นต้องใช้วิธีนี้เพื่อดันนิยายขึ้นมาขยันอัพเพื่อไม่ให้คนอ่านรอนาน แต่ถึงอย่างนั้นผมว่าขุดเองบ่อยๆยังจะดีกว่า ที่สำคัญคือเราเอาผลงานที่สมบูรณ์แบบอ่านทีเดียวจุใจมาลงรวดเดียวเลยจะได้ใจคนอ่านกว่านะ ส่วนไอ้เรื่องลงเร็วๆนั้นไม่น่าใช่ข้ออ้างเพราะจะเร็วจะช้ามันอยู่ที่คนแต่งมากกว่า ถ้าคิดจะให้เสร็จเร็วๆมันก็ทำได้ เพียงแต่จะทำไปพักไปหรืออึดใจทำให้แล้วเสร็จก็เท่านั้นเอง
เอาล่ะบ่นมากพอล่ะครับ พักแค่นี้เถอะ...
ส่งท้ายสักนิด
กล่าวมาซะยาวเฟื้อยหลายประเด็นจนบางคนก็ถามมาว่าแต่งนิยายนี่ยากไหม?
ส่วนตัวผมมองว่าแต่งนิยายไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากมันอยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้ผุ้อ่านตามติดนิยายเราจนถึงที่สุดเสียต่างหาก
เพราะช่องว่างความหมายของคำว่า 'แต่งได้' กับ 'แต่งเป็น' มันห่างกันเหลือเกินครับประสบการณ์เท่านั้นที่จะลดช่องว่างนี้ลงได้
ของบางอย่างก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการหมักให้เกิดผลึก
คงต้องย้อนคำพูดเดิมมาใช้อีกครั้งว่า อาหารอร่อยต้องใช้เวลาปรุงฉันได้ นิยายที่สนุกก็อาจต้องใช้เวลานานฉันนั้น ขอให้ตั้งใจจริงแล้วพัฒนาตนเองเรื่อยๆ ที่สุดแล้วฝีมือก็จะพัฒนาไปเองครับ
edit @ 2006/11/29 12:56:45