2005/Jun/02

Return Of The King -หวนคืนสู่บังลังค์อันยิ่งใหญ่-


-------------------------------------------------------------------------

ตั้งชื่อเสียหรูหรา แต่ผมว่ามันไม่เกินจริงไปหรอกครับ ถ้าดูจากก้าวแรกจนไปถึงจุดหมายล่ะก็นะ...


หนทางสู่แชมป์เปี้ยนลีคของลิเวอร์พูลนั้นเรียกได้พบกับขวากหนามมาตลอด ไม่ว่าจะปัญหาภายในอย่างตัวนักเตะบาดเจ็บ จิตวิทยาต่างสโมสรที่คอยป่วน อย่างการปล่อยข่าวดึงตัวเจอราร์ดไม่เว้นสัปดาห์ หรือนักเตะในสโมสรไม่พอใจยุแยกวงย้ายทีม
ปัญหาภายนอกก็รุมเร้าไม่น้อย กระแสกดดันมาไม่ขาดสาย สื่อกดดันหนัก ในไทยเองก็ใช่ย่อย อ่านกี่คอลัมน์ แช่งตกรอบเสียหมด ยิ่งผลงานในลีคห่วย แกยิ่งฟันธงว่าจะแพ้หนักได้สบายอารมณ์

แต่การคิดแบบนั้นมันเป็นการมองเกมแบบไม่ลึกจริง ผมเชื่อว่าแฟนหงส์ทุกคนต้องคิดแบบเดียวกันแน่ หากดูการจัดทีมในพรีเมียร์ลีคแล้วเทียบกับการจัดทีมในยูฟ่าแชมปเปี้ยนลีค
จะเห็นได้ว่าราฟายอมถอนหัวจากการขับเคี่ยวชิงอันดับสี่ เพื่อเน้นหนักในถ้วยใบใหญ่กว่า ด้วยสภาพตัวนักเตะที่จำกัดจำเขี่ยและจำนัดนัดที่ต้องเล่น
การจับปลาสองมือก็มีแต่คว้าน้ำเหลว โดยเฉพาะการแข่งกับเอเวอร์ตันที่ฟอร์มกำลังนิ่งและมีเวลาพักตัวนักเตะมากกว่า

ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยถ้าจะเห็นผลงานในถ้วยแชมป์เปี้ยนลีคดีกว่าผลงานในพรีเมียร์นัก

พูดถึงนัดเปิดตัวใน UCL นั้น...
รอบคัดเลือกนั้นลิเวอร์พูลซึ่งยังอยู่ในยุคปรับระบบใหม่ก็ทำผลได้ไม่เป็นที่ประทับใจแฟนบอลซึ่งตั้งความหวังไว้สูงเท่าไหร่นัก กับผลประตูรวม 2-1 ในการเจอกับทีมไม่คุ้นชื่ออย่าง GAK
แถมหนึ่งประตูที่โดนนั้นยังเป็นการแพ้ในบ้านตัวเองเสียด้วย ยังดีที่นัดแรกในบ้าน GAK ได้เจอราร์ดอัดสองเม็ดเป็นทุนสำรอง


กระนั้นก็ตามที ลิเวอร์พูลกลับเปิดฉากได้อย่างสวยสดงดงามในนัดแรกรอบแบ่งกลุ่มแชมป์เปี้ยนลีค โดยการชนะโมนาโกในแอนฟิลด์ด้วยสกอร์รวม 2-0 จากฝีมือของสองกองหน้า พระอาจารย์ ซิสเซ่และลูกพ่อเลี้ยงอย่างบารอส เป็นการล้มรองแชมป์เก่าถ้วยนี้ได้อย่างกินใจแฟนบอลทั้งสนาม

แต่แล้วปัญหาตัวบาดเจ็บก็เริ่มประดัง ส่งผลกระทบต่อผลงานอย่างจัง... หงส์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าฝืดสนิท โดยเฉพาะกองหน้าที่หยอดทั้งจารบี ทั้งถูวาสลินก็ยังยิงไม่ได้
ผลงานเลวร้ายลงเมื่อไปแพ้โอลิมเปียกอสมา1-0 และเสมอกับลาคอรุญญ่าแบบไร้สกอร์ในแอนฟิลด์ อันดับของเครื่องจักรสีแดงกำลังน่าเป็นห่วง

ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้นเมื่อ จอร์จ อันดราเด้ทำเข้าประตูตัวเองให้หงส์คว้าชัยกับประตูโทนในนัดที่ไปเยือนบ้านเดปอ
แต่กระนั้นทุกอย่างก็กลับมาเลวร้ายอีกครั้งเมื่อซาวิโอร่ากดประตูให้โมนาโกนำในนาทีที่ 55 และเป็นประตูชี้ขาดให้หงส์แดงพ่ายไป 1-0

ผ่านมาทั้งหมด 5 นัด ลิเวอร์พูลกำชัยไป 2 เสมอ 1 แพ้ 2 คะแนนรวม 7 แต้ม อยู่ในอันดับที่ 3 เป็นรองโมนาโกและโอลิมเปียกอส
สิ่งที่จะมาชี้ชะตาก็คือนัดสุดท้าย... ทางเลือกลิเวอร์พูลมีเพียงหนึ่งคือต้องชนะเท่านั้น และด้วยสกอร์ที่ไม่ต่ำกว่า 2 เพื่อให้ผลของประตูได้เสียดีกว่าโอลิมเปียกอสตามกฎ Head to Head
หรือไม่ก็ภาวนาให้ซูเปอร์เดปอยิงชนะโมนาโกเพื่อที่หงส์จะได้เหนื่อยน้อยลงหน่อยโดยขอให้ชนะก็พอ

แต่เรื่องกลับบากกว่าที่คิด เมื่อริวัลโดซัดฟรีคิกส์ในนาทีที่ 27 ให้โอลิมเปียกอสออกนำไปก่อนในถิ่นเดอะคอป
ความเลวร้ายยิ่งปกคลุมเมอร์ซี่ไซด์หนัก เมื่อผลในอีกสนามหนึ่งโมนาโกก็นำเดปอเช่นกัน และห่างขึ้นเรื่อยๆจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสาม สามเป็นสี่ จนเชื่อได้ว่าเดปอไม่มีโอกาสพลิกมาชนะได้เป้นแน่


อัตตาหิ อัตโนนาโถ... ไม่มีใครจะช่วยเราได้ดีกว่าเราช่วยเราเองแล้ว
ลิเวอร์พูลในยุคของราฟาไม่เหมือนกับยุคของเชราร์ ไฟในการต่อสู้ยังไม่ยอดดับลงง่ายๆ

การวางหมากของราฟาและการเปลี่ยนตัวอย่างชาญฉลาดบังเกิดผลในนาทีที่ 47 เมื่อ ซิเนม่า ปงโกลล์ตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยลงมายิงประตูตีเสมอจุดประกายให้หงส์แดงมีความหวังอีกครั้ง... ขอเพียงสองประตูโอกาสเข้ารอบก็อยู่ตรงหน้า
จากนั้นนาทีที่ 80 ความหวังก็ลุกโชติเหมือนไฟได้เชื้อ จากประตูของตัวสำรองอีกที่หน้าละม้ายเจอราร์ด... เขาคนนั้นนีล เมลเล่อร์
เวลาก็หมดลงไปเรื่อยๆ ความกดดันก็ยิ่งมาเยือน ผมในตอนนั้นนั่งกินม่าม่าหลังบ้านด้วยความเย็นยะเยือกจากอากาศในช่วงหน้าหนาว ยังเครียดจนลืมหนาวไปเลย
ด้วยความที่ลุ้นหนักเพราะหงส์แดงเปิดเกมบุกเต็มสูบ ลูกผ่านฉวัดเฉวียนหน้าประตูฝั่งโอลิมเปียกอสไปมาหลายหน แต่ก็ไม่ไปกองที่ก้นตาข่ายสักทีในขณะที่เวลาก็น้อยลงไปทุกที

แล้วสิ่งที่เรียกว่าปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริง เสียงเฮดีใจในแอนฟิลด์สเตเดี้ยมก็ดังกึกก้องเมื่อเจอราร์ดแสดงความเหนือชั้น...

ลูกยิงไกลสุดถนัดของเขาถูกกระแทกจากสตั๊ดและพุ่งออกไปด้วยความแรง ผ่านมือของอันโทนิออส นิโคโปลิดิส เข้าไปเสียบก้นตาข่ายอย่างสุดสวยในนาทีที่ 86

วินาทีนั้นผมตะโกนแหกปากออกมาชนิดที่ห้ามไม่อยู่ โดยไม่กลัวข้างบ้านปากระป๋องรองเท้าข้ามกำแพงมาเลย
มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากในสายตาผม กับลิเวอร์พูลที่เคยหมดไฟในยุคเชราร์... เขาทำได้!! ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้!! ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อกับเงื่อนไขสุดหินอันมีอุปสรรค์ขวางกั้น

3-1 เป็นผลงานที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลเข้ารอบที่สองได้หากรั้งอยู่
ทีมที่เน้นพื้นฐานเกมรับมาแต่แรก กับทีมที่พึ่งเสียระบบอย่างกอส ในช่วงเวลาที่เหลืออีก 4 นาทีก็เพียงพอที่จะให้แฟนบอลร้องเพลง You'll never walk alone ได้อย่างมั่นอกมั่นใจ

'หงส์แดงเข้ารอบสองได้อย่างเหลือเชื่อ'
แต่นั่นคือตามพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์กีฬาลงกัน

หากใครดูการแข่งนัดนั้น ผมว่าไม่เหลือเชื่อหรอกครับ ได้มาเพราะความพยายามและสปิริตมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ของพลพรรคเครื่องจักรสีแดงต่างหาก
เมื่อรวมกับแผนของเบนิเตสแล้ว สิ่งนั้นก็ทำให้บดขยี้กอสสำเร็จ
ทำให้ทีมอังกฤษทีมนี้เบียดแซงทีมดังจากกรีซไปลุ้นในการจับฉลากในรอบถัดไป


กระนั้นก็ตาม การจับฉลากไปเจอกับเลเวอร์คูเซ่นในรอบ 16 ทีม ทำให้บรรดาเซียาปากเก่งหลายคนออกมาวิจารณ์กันสนุกปากว่า หงส์จอดป้ายนี้แน่นอน
ไม่มีรถร่วม ร่วมตู้ ปอ. ยูโรคันไหนมารับไปส่งที่อตาเติร์กอีกแล้ว

ยังจำกันไม่ลืมใช่ไหมครับกับปี 2002 ยุคเฮียโปน เราทะลุเข้ารอบ 8 ทีมและมาเจอกับทีมห้างยา ซึ่งตอนนั้นฮีเปียยิงให้ลิเวอร์พูลได้เปรียบในแอนฟิลด์ไปก่อน
แต่ตอนที่ไปเยือนไบอารีน่านั้น หงส์สู้อย่างเต็มที่ รั้งสกอร์ 2-3 ไว้จนถึงสิบนาทีสุดท้าย หากทำเร็จก็จะเข้าไปยังรอบตัดเชือกทันทีด้วยกฎอเวย์โกล์ทันที
ทว่า... นาทีที่ 84 ลุยซิโอกลับยิงให้เลเวอร์คูเซ่นออกนำห่างไปเป็น 2-4 เป็นอันปิดฉากยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคฤดูกาลนั้นไปอย่างน่าเจ็บใจ

การพบกันหนนี้น่าจับตามองว่าหงส์จะล้างแค้นหรือถูกฝังแค้นกันแน่
สื่อได้คาดการณ์ว่าอาจจบลงที่ผลเสมอ เพราะตอนนั้นลิเวอร์พูลยังประสบอาการฝืดแดก และยังขาดกัปตันอย่างสตีวี่จีไปด้วย

แต่แล้วพลพรรคหงส์แดงก็หักปากกาเซียนแท่งที่สองนับจากนัดโอลิมเปียกอสโดยการถล่มเละไป 3-1 โดนฝีมือของมิดฟิลด์ทั้งสามคนอย่าง หลุยส์ กาเซีย ดิทมาร์ ฮามันน์ และยอร์น อาเน่ ริเซ่
การแข่งวันนี้เป็นบทเรียนแก่ห้างขายยาว่า อย่าได้ประมาทลูกตั้งเตะของลิเวอร์พูลเกินไปนัก

ในนัดที่ต้องกลับออกไปเยือนไบอารีน่านั้น ลิเวอร์พูลก็ยังถูกสบประมาทอีกว่า มีสิทธิ์ไปแพ้สกอร์เดียวกับที่ตนเองชนะมา
ทว่าห้างยาเวลานั้นขาดตัวหลักยิ่งกว่าตอนมาเยือนแอนฟิลด์เสียอีก กาเซียคนเดิมแผลงฤทธิ์อาศัยจังหวะลูกตั้งเตะทำประตูให้ลิเวอร์พูลออกนำในนาทีที่ 26

เท่านั้นยังไม่สะใจพอ เขายังบวกสกอร์เพิ่มอีกในนาทีที่ 32 ทิ้งห่างประตูรวมไป 5-1 แล้ว โอกาสเข้ารอบเปิดกว้างสุดๆ
แล้วนาทีที่ 66 กองหน้าก็เคาะขี้สนิมหยอดน้ำมันหล่อลื่นจนได้ เมื่อมิลาน บาลอส ศูนย์หน้าความหวังเพียงหนึ่งเดียวในตอนนั้นกระชากทะลุเข้าไปยิงบิดข้อเท้าเสียบเสาแรก ตอกฝาโลงสี่มุมห้างขายยาไปสนิท
แม้ท้ายเกมจะมีลูกฮึดยิงคืนมาหนึ่งลูก แต่มันก็สายเกินไปแล้ว

เป็นอันว่ารอบ 16 ทีมนี้ลิเวอร์พูลหักปากกาเซียนแท่งที่สามด้วยการชนะเลเลอร์คูเซ่นทั้งเหย้าและเยือน ด้วยประตูรวมขาดลอยถึง 6-2

เหลือทีม 8 ทีมที่ต้องขับเขี่ยวกันในรอบต่อไปคือ ลิเวอร์พูล เอซีมิลาน โอลิมปิคลิยง เชลซี ยูเวนตุส อินเตอร์มิลาน พีเอสวีไอน์โฮเฟ่น และบาเยิร์นมิวนิค
แต่ละทีมก็หินๆทั้งนั้น จำได้สนิทใจว่าก่อนวันจับฉลากประกบคู่เพื่อนในเน็ตถามผมว่า "อยากเจอใครในรอบ8ทีมสุดท้าย?"
ผมมองตัวเลือกที่เหลือแล้วตอนไปอย่างมั่นใจว่า "ขอเจอยูเวนตุสได้ไหม?"

ไม่มีอะไรดลใจหรอกครับ แต่ว่าตั้งแต่ดูลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้มา ผมเห็นว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ชนะด้วยแทคติก ทีมเวิร์คกับการแก้เกมของผู้จัดการ มากกว่าเน้นดาราเหมือนเช่นทุกปีที่เป็นมา
ถ้าวัดรูปแบบเกมของทีมทั้งหมดที่หลุดเข้ามา ก็จะได้เหตุที่ผมเลือกยูเว่
นั่นก็เพราะยูเว่ไม่ใช่ทีมบุกโดยธรรมชาติอย่างสไตล์บอลอังกฤษ อีกทั้งกองหน้าไม่ใช่ประเภทความเร็วสูง หากได้เจอกันคงชิงจังหวะกันไม่ลูกถึงสองลูกเท่านั้น โอกาสชนะมี หากจะแพ้ก็ไม่แพ้ขาด

แล้วฝันก็เป็นจริงครับ ผลประกบคู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ลิเวอร์พูลเจอกับยูเวนตุส โดยแข่งในสนามแอนฟิลด์ก่อน
ไม่ต้องบอกก็เดาออกใช่ไหมครับ เซียนฟังธง หงส์แพ้แน่นอน!
โชคดีเกาะแทคซี่มาจากป้ายเลเวอร์คู่เซ่นได้ แต่มาได้แค่แอนฟิลด์นี่ล่ะ!! ประมาณนี่น

ก็บอกแล้วไง ใครที่ไม่ได้ดูหงส์เล่นต่อเนื่องจะไม่รู้ว่าหงส์เปลี่ยนไปแล้ว การวางเกมที่เหนือชั้นของเบนิเตสทำเอาคาเปลโล่ถึงกับนั่งไม่ติด...
ใครเล่าจะคิดว่าเขี่ยปุ๊บลิเวอร์พูลจะชิงบุกก่อน และบุกแบบไม่เกรงกลัวว่าที่อันดับหนึ่งของอิตาลี่ในตอนนั้นเสียด้วย

ในนาทีที่ 10 ฮูเปียก็ได้ลูกหลุดแผงกองหลังมาแบบขนมหวาน เขาตบเท้าวอลเล่ห์โดยไม่จับเสียบเสาแรกให้หงส์ขึ้นนำม้าลายไปก่อน 1-0 นิ่มๆ

ลิเวอร์พูลยังคงสะใจกับเกมบุกในนาทีที่ 25 หลุยส์ กาเซียก็สร้างความฮือฮาโดยการยิงลูกใบไม้ร่วงจากระยะ 25 หลา(ถ้าจำไม่ผิดนะ) ผ่านมือบุฟฟ่อน มุดใต้คานเป็นประตูสุดสวยประตูหนึ่งของรายการยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคปีนี้

เมื่อหงส์ออกนำห่างไป 2-0 ก็เริ่มเน้นแพ็คเกมให้แน่นหนาขึ้น
ยูเว่ก็เปิดเกมบุกแลกหวังตีตื้น ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จในนาทีที่ 63 จากลูกโหม่งของคันนาวาโร่ อันเป็นความผิดพลาดของสก็อต คาร์สัน
แต่โดนรวมทั้งเกมผู้รักษาประตูคนนี้ก็เซฟลูกสำคัญไว้ได้หลายหน โดยเฉพาะลูกยิงหลุดเดี่ยวของเดลปิเอโร่

ผลสรุปคือลิเวอร์พูลเฉือนชนะยูเวนตุสไป 2-1 มีประตูตุนสำคัญสำหรับการแข่งในนัดเยือน หักปากกาเซียนไปเป็นแท่งที่สี่


การเผชิญหน้ากับยูเวนตุสอีกครั้งที่สนาม เดลเล่ อัลปิ
หงส์แดงยังคงถูกสาปแช่งโดยสื่อมวลชนว่าถูกยำเละไม่มีชิ้นดีแน่ตามเคย

แต่ลิเวอร์พูลก็พิสูจน์ให้กองเชียร์ 55,464 คนในสเตเดี้ยมเมืองตูรินเห็นแล้วว่า มีดีพอที่ทะลุมาถึงรอบนี้ได้

เบนิเตสจัดแผนแพคหลัง และเน้นกลางให้หนัก ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
นอกจากลูกที่เปิดเข้ากลางตอนต้นเกมที่สลาตัน อิบราฮิมโมวิชชาร์จข้ามคานไปแล้ว ยูเวนตุสไม่อาจเจาะกองหลังลิเวอร์พูลได้อีกเลย ซ้ำร้ายตอนต้นครึ่งหลังมิลานบารอสมีโอกาสสวนกลับ ทว่ายิงเฉี่ยวเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

จบครบ 90 นาที ลิเวอร์พูลรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ ทำให้เข้ารอบเซมิไฟนอลไปด้วยสกอร์รวม 2-1

คาร์เปโล่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมว่ายอมรับในฝีมือราฟาเอล เบนิเตสในการวางหมาก เพราะนี่เป็นเกมรับที่ไม่ใช่เกมอุด และเห็นว่าลิเวอร์พูลสมควรชนะในเกมนี้
ปากกาแท่งที่ห้าก็หักติดกัน

รอบตัดเชือกนั้น ทีมที่หลุดเข้ามาก็มีอยู่ 4 ทีมคือลิเวอร์พูล เชลซี มิลาน และพีเอสวี
รอบนี้เป็นการเจอกันตามตารางที่วางไว้ จึงไม่ต้องทายกันว่าอยากเจออะไร นอกเสียจากเชลซี โดยไม่มีทางเลือก

หนังสือพิมพ์กีฬาต่างออกมาฟันธงว่าเชลซีมีโอกาสเข้าไปชิงได้สูงสุด หลังจากที่ก่นกับบาร์ซ่ามาอย่างสนุกเท้า
เป็นไปได้ว่าเชลซีมีโอกาสชนะถล่มทลาย... โดยวัดจากผลงานที่หงส์แพ้มาตลอด 3 ครั้ง

ฟังคำวิเคราะห์แล้วผมโมโหแฮะ... แพ้มา 3 ครั้งแต่ไม่ได้หมายความว่าสู้ไม่ได้ ถ้าดูจากรูปเกมแล้ว เชลซีได้จากจังหวะคาบลูกคาบดอกไม่ก็กระเด้นกระดอน ในช่วงท้ายเกม ทั้งที่ในเกมลิเวอร์พูลก็สู้ได้ดีแท้ๆ
เกมเจอเชลซีนั้น ช่างหัวเซียนจะเดายังไง แต่ผมยังมั่นใจว่าลิเวอร์พูลจะผ่านโจทย์ข้อนี้ไปได้

ในนัดแรกลิเวอร์พูลต้องออกไปเยือนเชลซีนั้น เชลซีมั่นใจว่าจะชนะลิเวอร์พูลได้ไม่ยากเย็นนัก จึงเก็บรอบเบนไว้
แต่ลิเวอร์พูลก็แสดงให้เป็นที่ประจักษ์อีกคราว่า แผงหลังที่ต้านการบุกของทีมอันดับหนึ่งจากอิตาลีได้นั้นแข็งแกร่งเพียงไร นอกจากนี้ยังมีจังหวะบุกสวนได้อย่างเจ็บแสบ ลูกโหม่งของบารอสเกือบได้ประตู ดีที่เช็คกระโดดปัดออกไปได้

เกมการเล่นเป็นไปแบบรัดกุมในช่วงแรก พลาดกันเองก็บ่อยครั้ง คงเครียดไม่น้อย... อย่างว่าไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เจอกันมาตั้งสามครั้ง แถมโค้ชก็เป็นประเภทที่ว่าจอมอ่านเกมวางหมากทั้งคู่
แม้จะส่งรอบเบนมาช่วงท้ายเกม แต่ก็ไม่ทันเวลา จบเกมวันนั้นก็ได้ไข่ต้มไปกินคนละใบ ซึ่งทางลิเวอร์พูลถือว่าทำได้สำเร็จที่ไม่เสียประตู แม้ไม่ชนะก็ไม่เป็นไร แต่ในแอนฟิลด์นั้นยังมีโอกาสเสมอๆ

วันต่อมาหนังสือพิมพ์กีฬาพาดหัวข่าวประมาณว่า หอยฝืดบุกแหลกแต่ทะลวงหงส์ไม่ได้
ปากกาแท่งที่หกหัก แต่ยังไม่วายคิดว่าลิเวอร์พูลเฮง
น่าโมโห เล่นดียังไงก็โดนดูถูกว่าโชคตลอด


นัดเหย้าลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของเชลซี
เงื่อนไขการเข้ารอบของทั้งสองทีมมีเหมือนกันคือยิงให้ได้อย่างน้อย 1 ประตู แต่เชลซีมีความหวังสูงกว่าในเรื่องกฎอเวย์โกล์ เซียนบอลยังคงมั่นใจหยิบยกจุดนี้และเหตุผลเดิมๆอันน่าเอียนฟังแล้วคลื่นไส้จะอ้วกอย่างความได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น มาอ้างว่าเชลซีจะทะลุไปยังรอบชิง

แต่หงส์แดงไม่ยอมจอดป้ายที่แอนฟิลด์เด็ดขาด เป้าหมายคืออิสตันบลูเท่านั้น!!
ประตูมาอย่างรวดเร็ว ในนาทีที่ 4 มิลานบารอสทำชิ่งหลุดไปได้ ก่อนจะกระดกบอลก่อนที่จะถูกเชคมารวมไว้ แล้วเป็นกาเซียเจ้าเก่าที่สอยมาแทงบอลเข้าไปในที่สุด เป็นการคว้าตั๋วไปตุรกีไว้ในมือครึ่งใบแล้ว

มีหลายเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าลูกยังไม่ล้ำเส้น แต่ผมว่าไม่ล้ำน่ะดีแล้ว เพราะถ้าไม่ให้เป้นลุกได้เปรียบนั่นคือจุดโทษ และเชคจะโดนใบแดงแน่นอน บางทีถ้าเป้นเช่นนั้นจบเกมเชลซีอาจโดนป่วนแล้วถลุงซะน่วมเหมือนนัดที่ดร็อกบ้าโดนใบแดงตอนเจอกับบาเซโลน่านั่นก็เป็นได้ แต่หนนี้จะเลวร้าวกว่าที่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งเป็นคนโดนออก สำเนียกตัวไว้หน่อย

จากนั้นมาลิเวอร์พูก็กลับมาใช้แผนถนัด รับให้แน่นและสวนให้หวาดเสียง
กองหน้าเชลซียังไม่อาจทะลุแผงหลังลิเวอร์พูลที่ทั้งคาราเกอร์ ฮูเปีย ตราโอเร่ และฟินแน่น ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงทอปฟอร์ม
แม้จะโยนให้ดร็อกบ้าโหม่งในฉบับที่ชนะบาเยิร์นแต่ก้ไม่ผ่านคู่เซนเตอร์หงส์แดงไปได้ กระทั่งทดเวลาบาดเจ็บ ไอเดอร์กู๊ดยอห์นเซ่น ได้สับไกในกรอบเขตโทษ แต่บอลก็พุ่งผ่านหน้าประตูออกไปอย่างหวาดเสียว
แล้วเวลาก็จบลงกับชัยชนะอันสุดวิเศษ พร้อมปากกาเซียนแท่งที่เจ็ด!!

เป็นการเข้ารอบชิงชนะเลิศที่เปี่ยมไปด้วย(ข้อกังขาร์ของพวกที่ดูบอลไม่เป็นแล้วปากเก่งอวดรู้) ฝีมือและแทคติคอันชาญฉลาดของราฟาเอล เบนิเตส
การยอมสละเกมขับเคี่ยวในพรีเมียร์ลีคนเพื่อลุ้นในถ้วยนี้ประสบผลสำเร็จสูงสุด การเข้าชิงชนะเลิศหลังจากที่ห่างเหินมาถึง 20 ปีเป็นเรื่องที่สุดดีใจสำหรับสาวกหงส์แดงเป็นที่สุด

ในขณะเดียวกันพีเอสวีก็ชนะมิลานมา 3-1 แต่น่าเสียดายที่เขาไปแพ้ในซานซีโร่มา 2-0 ทำให้มิลานเข้ารอบชิงด้วยกฎยิงประตูทีมเยือน

ก็มีเพื่อนถามอีกตามเคยว่ามิลานกับพีเอสวี อยากเจอกับใครในนัดชิง
ผมก็ตอบไม่ลังเลใจอีกนั่นแหล่ะ "อยากเจอมิลาน"
เหตุผลเดียวกับยูเวนตุสครับ แต่มิลานจะน่ากลัวกว่าตรงที่มีตัวเปิดบอลแม่นอย่างปิลโล่ มีตัวลากอย่างกาก้า และมีหัวหอกคมๆอย่างเชว่าและเครปโป
แต่อย่างไรก็ดี เกมบอลอิตาลียังคนขึ้นชื่อในระบบรับมากกว่ารุก สิ่งที่ลิเวอร์พูลควรทำคือสะกดแดนกลางมิลานให้อยู่

ก่อนการแข่งขันก็มีการถามว่าใครมีโอกาสชนะมากกว่ากัน ถึงตอนนี้เซียนบอลเริ่มหันเหมาทางหงส์หลายคนแล้ว เว้นก็แต่บางคนที่อคติเท่านั้น ซึ่งคนๆนั้นก็ยังคงยกเหตุผลน่าเบื่อเดิมๆว่าตัวมิลานดีกว่า
แต่ลูกกลมๆอะไรก็เกิดขึ้นได้ ตัวนักเตะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะบอลถ้วยที่เน้นทีเด็ดทีขาดมากกว่า แต่บอลลีคที่เน้นการหมุนเวียนผู้เล่นอันนี้ต่างหากที่ตัวมากกว่าจะได้เปรียบ

ถ้าดูที่ระดับสตาร์ในทีมว่ามีตัวเก่งมากจะได้เข้าชิงและมีโอกาสชนะจริง

ถ้างั้นทำไมบอลยูโรที่ผ่านมากรีซถึงชนะเลิศล่ะ...?
ถ้างั้นบอลโลกที่ผ่านมาทำไมอิตาลีสู้เกาหลีใต้ไม่ได้ล่ะ...? ทำไมสเปนตกรอบล่ะ...?
ถ้างั้นยูฟ่าแชมปืเปี้ยนลีคปีที่ผ่านมา ทำไมมาดริดตกรอบล่ะ? ทำไมมิลานแพ้เละล่ะ? ทำไมคู่ชิงถึงเป็นโมนาโกและปอร์โต้ทีมโนเนมทั้งคู่ได้ล่ะ?

ถ้ามีนักเตะที่นิ่งและทำตามแผนที่โค้ชวางไว้เป้นอย่างดี อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นล่ะ
แม้จะเครียดบ้างแต่ผมก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวลิเวอร์พูล

จนกระทั่งวันที่ 25 พฤษภาคม 2005 เวลา 19.45 อังกฤษ
ทีมที่ถูกเรียกว่าม้ามืดอย่างลิเวอร์พูล เริ่มแข่งกับเต็งหนึ่งอย่างมิลาน

เพียงแค่นาทีที่1 เท่านั้นบรรดาพลพรรคหงส์แดงที่เข้าไปเชียร์ยังอตาเติร์กสเตเดี้ยมเป็นอันเงียบเป็นเป่าสาก เมื่อจังลูกฟรีคิกส์ที่เปิดเข้ามานั้น ถูกมัลดินี่เติมมาจากแถวสองวอลเล่ห์เข้าไปตุงตาข่ายแบบหมดสิทธิ์รับ

กลยุทธที่วางไว้เป็นอันต้องปรับใหม่หมด แผงหลังและแผงกลางต้องเสี่ยงดันขึ้นเพื่อเปิดเกมบุก ซึ่งมิลานก็รอจุดนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเสี่ยงดวงวัดกันไปเลย
กลายเป็นว่า การเสี่ยงดวงหนนี้ลิเวอร์พูลขาดทุนย่อยยับ นอกจากเสียคีเวลล์แล้วยังต้องเสียประตูที่สองจากการสวนไวของเครสโปอีก

สถานการณ์เลวร้ายสุดขีดเมื่อท้ายครึ่งแรกกาก้าลากทะลวงแผงหลังเข้าไปมาแล้วแทงบอลไปให้เครสโปหลุดไปเดี่ยวๆกับดูเด็ก และชิปบอลข้ามไหล่เป็นอย่างเหนือชั้น
จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 3-0 เป็นอันสะใจคนพากษ์แฟนแมนยู

พูดได้เต็บปากเลยว่าลิเวอร์พูลแทบหมดหวังที่จะชนะ บางคนปิดทีวีรับผลงานสุดห่วยแตกไม่ได้
ในตอนนั้นผมคิดว่ายังไงก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เปิดเกมรุกแลกให้เด็ดๆไปเลยดีกว่า เสียมากเสียน้อย แพ้ก็คือแพ้ สู้บุกชิงจังหวะยังดีกว่ายอมแพ้แบบไม่ทำอะไรเลย
ถ้าเป็น CM5 ผมคงกดเปลี่ยนจาก Gunk Ho เป็น Time is Waste ไปแล้วล่ะ

แต่ราฟาไม่ครับ... เขาใจเย็นกว่านั้น โดยใช้การบุกแบบธรรมดา ไม่ต้องเสี่ยงมาก
แต่เปลี่ยนจาก 4-5-1 มาเป็น 3-6-1 โดนถอดฟินแน่นออกแล้วส่งฮามันน์มาช่วยไล่แดนกลางลดภาระให้กับอลองโซ่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เจอราร์ดทำเกมบุก

แม้จะเล่นเกมรับจนชินตา แต่ตอนที่เจอรราร์ดขึ้นทีมชุดใหญ่ใหม่ๆนั้นเขาเป็นปีกขวาที่ทรงอานุภาพมาก ยังจำติดตาที่ลากทะลวงไปทำประตูเองนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพกับอาลาเบสเมื่อ 4 ปีก่อน
การดันเขามาเล่นตัวบุกจะเสริมศักยภาพให้กับลิเวอร์พูลเป็นอย่างดี

การเดิมพันของราฟาก็สัมฤทธิ์ผลในนาทีที่ 54 เมื่อริเซ่เปิดบอลเข้ากลางมา เจอราร์ดขึ้นเช็ดไปเสียบเสาสองเหมือนกับตอนที่เครสโปโหม่งแมนยูในรอบแปดทีมสุดท้าย จุดประกายให้พลพรรคหงส์แดงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เป็น 3-1

อีกสองนาทีถัดมา ซมิเซอร์ก็แสดงให้เห็นว่าซูเปอร์ซัฟนั้นเป็นเช่นไร โดยการตะบันหน้ากรอบเขตโทษ ผ่านบารอสที่เอี้ยวหลบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะเฉี่ยวมือดีด้าเข้าไปเสียงหน้าต่างอย่างสะใจเป็น 3-2

ความกดดันเริ่มกลับไปตกอยู่กับมิลาน ในขณะที่ลิเวอร์พูลกำลังกระหายประตูที่สามเต็มที่
ในนาทีที่ 59 เจอราร์ดก็ลากทะลวงเข้าไปในกรอบเขตโทษสำเร็จ ผลจากการโดนดึงเขาจึงตัดสินใจทิ้งตัวเอาจุดโทษ และกรรมการก็ชี้ไปยังจุดโทษในที่สุด อลองโซ่รับหน้าที่สังหาร แม้เขาจะยิงไปติดดีด้าแต่ก็เร็วพอจะเข้าไปซ้ำดาบสองเสียบตาข่ายให้หงส์ตีเสมอ 3-3

6 นาที 3 ประตู ทำเอาคาร์โล่ อัลเซล็อตติพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปพลัน


กองเชียร์ที่ยกพลมาไกลต่างมีความสุข ร้องเพลง you will never walk alone กันพร้อมหน้า เป็นบรรยากาศที่เห็นแล้วซึ้งใจที่สุด
เมื่อได้ประตูตีเสมอ ราฟาก็ปรับหมากเล่นให้รัดกุมขึ้น เมื่อหลังไม่ดัน กลางไล่ พื้นที่ว่างหน้าโกล์ก็ปิดผนึก ความเร็วของเชฟเชงโก และกาก้าก็ไม่อาจทำอะไรหงส์แดงได้อีก
จนครบ 90 นาที และต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

เป็นการแข่งที่เปลืองแรงกายมาก แต่ผมเชื่อว่าแรงใจไม่มีหมด เพราะกองเชียร์ยังคงร้องเพลงปลุกใจไม่เลิก
ซมิเซอร์ออกอาการตะคริวกิน แต่พักไปสัก3-4นาที ก็กลับมาช่วยทีมต่อได้ เช่นเดียวกับคาราเกอร์ที่ช่วยแทงสกัดลูกอันตรายได้หลายลูกจนตะคริวกินเป้นรายที่สอง แต่ก็ฝืนเล่นต่อได้
จนกระทั่งครบ 30 นาที

ในการยิงจุดโทษนั้นถือเป็นโชคดีที่แซร์จิญโญ่เตะออกไปก่อน ทำให้ความกดดันของลิเวอร์พูลลดลง
แต่ตอนนั้ผมโคตรเครียดเลยแฮะรู้สึกเลยว่าฝรั่งเวลามันกัดเล็บนี่รู้สึกตื้นเต้นขนาดไหน
ได้ยินเสียงหัวใจดังตุบ! ตุบ!! ชัดเลยล่ะ

แต่นักเตะเลือดสีแดงชุดนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับโดยเฉพาะเจอซี่ ดูเด็กที่เซฟช็อคสายตาแฟนบอลตอนท้ายเกมยังไม่พอ ยังมีเต้นส่ายตูดยั่วสมาธิได้เด็ดดวงมาก
นึกถึงตอนที่แมนยูยิงจุดโทษอาเซนอล ในชาลิตี้ชิลด์เมื่อสองปีก่อนเลยครับ กระโดดเด้งไปเด้งมาแบบนี้ล่ะ แต่ดูเด็กเหนือกว่าเยอะ มีลีลาปลาหมึก
แล้วก็เซฟจุดโทษของปิลโล่กับเชว่าได้สำเร็จเข้าเพียงกาก้าและโทมัสสัน ขณะที่ฮามันน์ ซิสเซ่ ซมิเซอร์ เก็บเรียบ ชนะการยิงไป 3-2


คุณเอ้ย วินาทีที่ดูเด็กเหยียดขาไปปัดบอลของเชฟเชงโกได้ วินาทีนั้นผมแทบร้องลั่นบ้าน ดีใจสุดซึ้งเลยล่ะ
พูดได้เต็มปากเลยว่าตั้งแต่เชียร์ลิเวอร์พุลมา 8 ปี ไม่เคยมีนัดไหนเลยที่จะดีใจเท่านัดนี้มาก่อน

ตอนที่เจอราร์ดชูถ้วยน้ำตาแทบจะไหล ในใจก็คิดว่าดีแล้วที่เราเลือกเชียร์ทีมนี้ ดีแล้วที่เราเลือกสโมสรนี้ ผมมีความสุขร่วมกับแฟนบอลทุกคนในโลกนี้
คำว่าคุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย มันเป็นแบบนี้นี่เอง

อาจดูเหมือนเวอร์ แต่ผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆจากใจ
บางคนอาจสงสัยว่าดีใจอะไรขนาดนัน้ ไปเป็นอะไรกับเขาหรือไง?
ผมคงไม่ตอบคำถามนั้นหรอก เพราะคำตอบนี้คนที่รักฟุตบอลเข้าสายเลือดเท่านั้นถึงจะเข้าใจ เหมือนเช่นแฟนหงส์แดงทุกคนไงล่ะครับ
แรงศรัทธาที่ยึดถือและเชียร์มาตลอดโดยไม่หนีไปไหนแม้ว่าจะตกต่ำเพียงไร ได้รับการตอบแทนอย่างยิ่งใหญ่ในยุคของราฟาเอล เบนิเตสนี้แล้ว

จากการถูกนำไป3-0 และพลิกมาตีเสมอ3-3 ก่อนจะชนะจุดโทษ
หากจะให้เปรียบผมว่าเหมือนกับนกฟีนิกส์ที่ตื่นจากอาการบาดเจ็บ ก่อนกระพรือปีกให้พระเพลิงแผดเผาปีศาจแดงดำจนมอดไหม้คงมิปาน

ชัยชนะในฐานะแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคปี 2004-2005 ถือเป็นการหวนคืนสู่บัลลังค์อันยิ่งใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเราเคยขึ้นแท่นนั้นมาแล้วเมื่อ 21 ปีก่อน

จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นยังไม่รู้ จะได้ไปปกป้องแชมป์อีกหรือไม่ก็ตาม

ทว่าการแข่งขันในนั้นนี้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2548 จะยังติดตราตรึงใจตลอดไปชั้วกาลนาน

ผมเชื่อได้ว่าวันๆนี้จะถูกบันทึกเป็นตำนานอีกหน้าหนึ่งของลิเวอร์พูล
ตำนานของนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากขนาดไหน สปิริตที่วิ่งตลอดเกมไม่ย่อท้อต่อคำครหา และแรงกดดันใดๆ
จนได้รับสิ่งตอบแทน...
สิ่งนั้นคือชัยชนะที่สุดประทับใจแฟนๆทั่วโลก

และการหวนกลับคืนสู่บังลังค์อันยิ่งใหญ่อีกครา


--------------------------------------------------

ปล. อลังการเหลือเกินแฮะ ยาวไปหน่อยนะครับ หากมีจุดผิดพลาด ขาดผกตกหล่นอะไรก็ขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ

อ้างอิง http://www.liverpoolfc.tv/match/last_match/

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เหมือนกันพี่ เป็นนัดที่สุดยอดที่เคยดูมาเช่นกัน

เป้าหมายต่อไป ขอเป็นแชมป์ลีกสูงสุดละกันนะ
#1  by  reivin At 2005-06-02 16:28, 

<< Home