2008/Mar/06

จะว่าไปแล้วผมก็เป็นคนดูการ์ตูนประเภทที่ไม่ค่อยสนใจตัวบุคคลสักเท่าไหร่ อันที่จริงแล้วเพลงอนิเมผมก็ชอบฟังนะ แต่ก็ฟังแค่ทำนองไม่ค่อยได้ดูเนื้อร้อง
จนกระทั่งช่วงหลังๆนี้เอง ผมเริ่มสนใจเรื่องของคนพากษ์การ์ตูนมากขึ้น เพราะมารู้เสน่ห์ของเสียงพากษ์กับการสวมบทให้เข้ากับตัวละครนั้น...

ถ้าเทียบกับหนังแล้วช่วงหลังมานี้ผมก็นิยมดูหนังซับมากกว่าพากษ์ไทยน่ะนะ ก็มีคนเคยถามเหมือนกันว่าทำไมชอบดูแบบนั้น เหตุผลก็แสนง่ายครับคือผมอยากฟังเสียงในฟิลม์
บางทีการฟังภาษาของต้นแบบก็ทำให้เราเข้าใจมุกบางอย่าง บ่อยครั้งที่หนังเล่นมุกแบบภาษาซึ่งต้องฟังเสียงสดเท่านั้นถึงจะเก็ต ส่วนในกรณีอนิเมนั้นผมชอบฟังเสียงพากษ์ว่าจะเร้าใจแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องที่ตัวละครพูดรัวเป็นปืนกล

แต่ก่อนตอนดูการ์ตูนผมไม่สนใจหรอกครับว่าใครจะให้เสียงใคร เว้นแต่เป็นการ์ตูนที่ชอบจริงๆเท่านั้น จนช่วงหลังนี้เองที่ผมเริ่มสนใจด้านนี้มากขึ้น
อนิเมที่จุดประกายให้ผมสนใจนักพากษ์จริงก็คือเรื่อง ไอรันโท ครับ... ตัวละครเด่นๆที่ชอบไม่ได้นางเอกหรอก แต่เป็นคู่ปรับของเธอ... อายาเนะ...


(คนซ้าย)
บุคคลิกตัวละครคือจะค่อนข้างออกแร่ดเกรียนนิดๆพอน่ารักกำลังดี เป็นคนร่าเริงโหวกเหวกไปหน่อย ชอบโดนพี่สาวแกล้งอยู่ประจำ
คนที่ให้เสียงของอายาเนะก็คือ จิบะ ซาเอโกะครับ เสียงของเธอเวลาตะเบ็งกรี๊ดกร๊าดนี่ได้ใจผมมากๆ

พอหมดซีรีส์ไอรันโท ผมก็เปิดหาอนิเมฮาๆดูต่อ ก็มาเจอกับ นางฟ้าจอมโหดโดคุโร่...
ตอนแรกโหลดมาดูเพราะได้ยินว่ามันฮาแบบแปลกๆดี พอได้ดูก็ถึงรู้ว่าเป็นอนิเมแนวต้นไม้เพื่อนรักที่เคยโด่งดังมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน


ปิปิรุ ปิรุ ปิรุ ปิรุปิ~ แผละ!!!


ตอนแรกก็ว่าเป็นอนิเมฮาๆอีกเรื่อง แต่ฟังแล้วสะกิดใจเสียงหัวเราะมาก พอลองค้นจริงก็ถึงบางอ้อ... จิบะ ซาเอโกะ เจ้าเสียงหัวเราะเกรียนคนเดิมนี่เอง...
มิน่าเล่าทำไมถึงรู้สึกติดอย่างบอกไม่ถูก เสียงพากษ์นี่มีผลในเชิงลึกจริงๆแฮะ

เอาเข้าจริงแล้วท่าทางผมจะติดใจนักพากษ์เสียงแปดหลอดแฮะ แต่แบบงุงิเอ๋อๆก็ชอบไปอีกแบบเหมือนกันนะครับอย่างเช่นฮานิวจังจากเรื่องฮิกุราชิ พากษ์เสียงโดยยุย โฮริเอะ


(คนกลาง)
ชอบจริงๆสำหรับบทนี้คงเป็นเสียงครางอาอูอาอูนั่นล่ะ... น่ารักจริงๆ
พูดถึงเพลงของฮานิว (นาโนเดสึ) แล้วมาเห็นคนแปลไทยให้ดูตอนหลังแล้วก็ยอมรับในความพยายามคนแต่งจริงๆ เนื้อเพลงร่ายยาวแต่ต้นจนจบไปเลยไม่มีซ้ำท่อนครับ ทึ่งมาก เหมือนกับเป็นการบรรยายตัวละครผ่านเพลงทั้งหมดอย่างละเอียด

ก็เป็นอะไรที่หลากหลายดีครับ ดูๆแล้วทางญี่ปุ่นจะสร้างอนิเมสักเรื่อง เรื่องการเฟ้นนักพากษ์สำหรับเขาก็ดูเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน
หลังจากลองอ่านการ์ตูนเรื่อง REC ก็ทำให้รู้ว่าอาชีพสายนี้ก็ลำบากเอาเรื่อง จบมาเยอะแต่ได้งานจริงๆไม่กี่คนหรอกครับ ถ้าติดตลาดก็ถือว่าโชคดีไปเลย

พูดถึงติดตลาดนี่ก็อดที่จะนึกถึงนักพากษ์ที่ชื่อทามูระ ยูคาริไม่ได้แฮะ
ครั้งแรกที่ผมรู้จักทามูระ ยูคาริก็ตอนที่เล่นเกม Toki2 เมื่อสมัย 8-9 ปีที่แล้ว แฟนๆโทคิน่าจะรู้จักกันดีครับ เธอเป็นคนที่พากษ์เสียงตัวละคร อิจูวอิน เมย์


บทตัวละครคุณหนูซึนเล็กๆน่ารักน่าจีบดี

ตอนแรกก็ไม่รู้อะไร จนกระทั่งมาดูประวัติงานพากษ์ของเธอเมื่อไม่นานนี้ก็ทำเอาอึ้งทีเดียว
http://www.animenewsnetwork.com/encyclopedia/people.php?id=524

งานพากษ์เสียงบานพรืดเลย กระทั่งบางเรื่องที่เคยดูอย่าง GA หรือ ฮิกุราชิ ที่ดูมาจนจะจบเรื่องก็พึ่งมารู้ว่าเธอให้เสียงด้วย อันที่จริงที่ไม่ทันเอะใจก็เพราะเธอค่อนข้างพากษ์เสียงฉีกบทน่ะครับเลยไม่ทันได้เอะใจ บางเรื่องได้ตัวร่าเริงเสียงแหลมแสบ บางเรื่องก็ได้เสียงเงียบๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮิกุราชินี่อย่างโดนใจเล้ย... พากษ์ริกะนิปป้ากับดาร์คริกะได้ประทับใจผมหลายๆ ได้อารมณ์เหมือนคนซ่อนบุคลลิกมากจริงๆ


ชอบแกล้งฮานิวจังเลยริกะเนี่ย...

พูดถึงฮิกุราชิแล้วก็อดขำไม่ได้เหมือนกันว่าตัวละครหญิงในเรื่องนี้ต้องคัดนักพากษ์โดยการหัวเราะหรือเปล่า ถ้าดูมาจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีการหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเยอะมากๆ แทบทุกตัวละครเลยมั้ง มีคลิปหนึ่งที่ Youtoube รวมเสียงหัวเราะ ทำเอาซะหลอนเลย...


ต่อกับเรื่องของยูคาริ ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องที่ผมขำก็ต้องเกริ่นถึงคนพากษ์อีกคนที่ชื่อ คุไม โมโตโกะ
ครั้งแรกที่ผมรู้จักคนนี้ก็มาจากเกมToki2 อีกตามเคย โดยเธอให้เสียงตัวละครที่ชื่อ อาคาอิ โฮมูระ


พูดถึงจุดเด่นของคุไม โมโตโกะแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นน้ำเสียงที่ค่อนข้างคล้ายเด็กผู้ชาย ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะไปให้เสียงตัวละครเด็กผู้ชายบ้าง เป็นตัวละครผู้หญิงที่ออกทอมบอยบ้าง

ทีนี้พอผมสนใจเรื่องของยูคาริเลยลองไล่ดูเทียบว่าพากษ์เรื่องอะไรบ้างก็ไปเอะใจกับเรื่อง อาคาซุกิน...
อาคาซุกินนี้มีนางเอกชื่อเดียวกับเรื่อง แน่นอนว่าพากษ์โดยทามูระ ยูคาริ


ตอนแรกก็ดูแบบผ่านๆก็เห็นว่าเป็นอนิเมน่ารักอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเข้าเมืองไทย เพราะดูแล้วไม่มีความรุนแรงเลย แถมออกไปแนวเทพนิยายอีก (หลังมาผมเลยชักเบื่อจนดูไม่จบไป แหะๆ)

พูดถึงนางเอกแล้วจะไม่พูดถึงพระเอกก็กระไรอยู่ สำหรับเรื่องนี้พระเอกจะเป็นเด็กที่ค่อนข้างเก็บตัวนิดๆ คุยกับดอกไม้ได้ ชื่อโซวตะ

และก็แน่นอนว่าพากษ์โดยคุไม โมโตโกะ...

ค่อนข้างเป็นมุกวงในนิดครับ แต่คนเล่น Toki2 น่าจะนึกทัน
คือในบท Toki2 เนี่ยเมย์ที่พากษ์โดยยูคาริ จะเป็นคู่ปรับตัวฉกาจกับ โฮมูระที่พากษ์โดยโมโตโกะ... ก็คือสองคนนี้เป็นคู่ปรับกันอย่างแรง
หลังจากสิ้นยุค Toki2 อีก 7 ปี ทั้งคู่ก็วนเวียนมาเจอกันในงานเดียวกันอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมฉีกบทจากคู่ปรับมาเล่นเป็นคู่พระคู่นางด้วยสิ... ท่าทางจะรำลึกความหลังครั้งก่อนได้ดี...
แหม้วงการอนิเมนี่ลึกซึ้งดีจัง


พูดถึงนักพากษ์แล้วขออีกสักหน่อย ที่จะไม่พูดถึงเธอไม่ได้เลยก็คู่หูแห่งเรื่องดิจิการัต

ซานาดะ อาซามิ พากษ์เป็นเดจิโกะ (คนขวา)
ซาวาชิโระ มิยูกิ ผู้พากษ์เป็นปูจิโกะ (คนกลาง)
ก็เป็นอนิเมแนวไร้สาระเน้นน่ารักแสบๆเรื่องหนึ่งที่ผมติดเอามากๆในสมัยนั้น

พูดถึงมิยูกิแล้วขอแทรกนิดครับ นี่ก็เป็นอีกนักพากษ์หนึ่งที่ได้รับบทพูดน้อยไม่ก็ตัวละครเงียบๆคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นบทของปูจิโกะ มินท์ อิบาระ โคทาโร่ อารูรู แม้แต่ชินคู
เธอได้รับบทตัวละครพูดน้อยตลอดศกจนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆแล้วเธอเป็นคนพูดน้อยหรือเปล่าหว่า...

หลังจากที่ดิจิการัตจบภาคเนี้ยวไป ผมก็ไม่ได้ตามข่าวของสองคนนี้อีกเลย จนกระทั่งมาดูอนิเมช่วงนี้เองถึงได้เอะใจกับเรื่อง โรเซ่น ไมเดน
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร พอฟังเสียงของชินคุแล้วมันคุ้นๆก็เลยลองเปิดประวัติคนพากษ์ดู ก็ถึงบางอ้อ... ที่แท้คนพากษ์ก็มิยูกินี่เอง
 

ชินคูตุ๊กตาที่พูดน้อยแต่น่ารัก... บทสมกับมิยูกิจริงๆ

บทนางเอกไม่เท่าไหร่ พอไล่ดูไปเรื่อยๆก็มาสะกิดใจกับบทพระเอก ซากุราดะ จุน...


คนพากษ์เป็นจุน ไม่ใช่ใครอื่น... ซานาดะ อาซามิครับ
ค่อนข้างเซอร์ไพร์สำหรับผมอยู่ไม่น้อย ไม่นึกเหมือนกันว่านี่จะเป็นอีกคู่นักพากษ์ที่ผมชอบที่กลับมาทำงานร่วมกัน แถมฉีกบทจากคู่แสบพี่น้องมาเป็นคู่แสบชายขี้บ่นกับคุณตุ๊กตาปากเจ็บ...


เป็นอะไรที่ค่อนข้างวนไปเวียนมาดีเหมือนกันกับวงการนักพากษ์ที่ญี่ปุ่น คลื่นลูกใหม่ก็อาจแจ้งเกิดกับอนิเมได้เสมอๆ ก็ถือว่าเป็นสีสันที่น่าสนใจสำหรับวงการนักพากษ์จริงๆครับ แต่ก่อนผมไม่เคยสนใจเลย แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ไม่น่ามองข้ามจริงๆ เหมือนจะเป็นหน้าที่ปิดทองหลังพระแต่ก็อาจเป็นตัวสำคัญขนาดแจ้งเกิดเรื่องนั้นๆกับตัวเองได้เลย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็นฮิราโนะ อายะที่ดังพลุแตกไปกับเรื่องฮารุฮิกับลักกี้สตาร์


เธอคือพระเจ้า!! (คนกลาง)


เธอคือโอตาคุพันธุ์เทพ!!


ก็อะไรประมาณนี้ล่ะครับ ถือเป็นงานที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับวงการอนิเม
สำหรับบ้านเรานี่คงอีกนานกว่าจะถึงจุดนั้นล่ะมั้ง แต่ที่มีๆอยู่ก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียวโดยเฉพาะสมัย ITV ผมชอบเรื่องเคโรโระมาก รู้สึกจะใช้ทีมงานพันธมิตรมาช่วยพากษ์เสียงด้วย ก็ทำได้เข้าท่าเลยดีเดียว เล่นมุกได้ขำดีไม่เฝือไม่ฝืดจนเกินไป
เพราะที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้ผมเบื่อมากที่สุดสำหรับเสียงพากษ์การ์ตูนไทยก็คือการเล่นนอกบทเกินจำเป็นนั่นล่ะครับ... จากที่ดีมันจะกลายเป็นแย่ไป...

ปล. เมื่อสัปดาห์ก่อนมีน้องคนหนึ่งทักมาคุยกับผมใน MSN ว่าตอนนี้บล็อกโคลี่มีแปลนจะทำดิจิการัตตอนใหม่ จริงเท็จประการใดไม่ทราบครับเพราะไม่ได้ตามข่าวมานานมากแล้ว
แต่ประโยคหนึ่งที่สะกิดใจผมก็คือน้องเขาว่าซานาดะ อาซามิอาจไม่รับงานพากษ์นี้ ไม่รู้ด้วยเหตุอะไรนะ... แต่ถ้าไม่ได้คู่พากษ์คนเดิมจริง ผมก็ขอลุ้นให้หวยนี้ไปตกกับจิบะ ซาเอโกะนะครับ
แบบว่าชอบเสียงแปดหลอดเกรียนพอน่ารักเป็นการส่วนตัว ฮี่ๆ

แล้วท่านๆล่ะมีใครเป็นนักพากษ์ในดวงใจบ้างเอ่ย

edit @ 6 Mar 2008 20:14:04 by kiwi

2007/Aug/21

เรื่องของฟัน


ไม่ใช่ฟันไหนเลย ฟันในปากเรานี่ล่ะครับ

เรื่องของเรื่องนี่คงต้องย้อนกลับไปข้ามปีโน่นล่ะ
จริงๆแล้วบันทึกนี้ว่าจะเขียนช่วงหลังจากที่ไปหาหมอฟันมาสักช่วง แต่ด้วยความขี้เกียจก็เลยปล่อยไว้มาเขียนรวบเลยทีเดียว

คือต้องขอกล่าวย้อนหน่อยว่าปัญหาสุขภาพช่องปากผมค่อนข้างหนักเอาเรื่อง เหตุก็มาจากปากไม่สุขนี่แหล่ะ เวลากินน้ำอัดลมแล้วชอบเคี้ยวน้ำแข็ง
ครั้งหนึ่งเคยเคี้ยวจนฟันกรามด้านล่างซ้ายแตกบิ่นสะกิดลิ้นจนระบมทนไม่ไหวต้องไปอุดมาทีแล้ว ขอให้เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนชอบเคี้ยวน้ำแข็งนะครับ...

อันที่จริงฟันนี้ถือเป็นสิ่งที่แข็งแรงมากอย่างหนึ่ง แต่ก็ดังคำพังเพยน่ะครับ 'น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน' ผมทั้งเคี้ยวทั้งซัดน้ำอัดลม ฟันเลยพังเอา

จุดเริ่มเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่ฟันแตกที่กรามบนซีกซ้าย ยังเป็นเรื่องดีบ้างที่ฟันซีกนี้สัมผัสน้ำเย็นน้ำอุ่นได้ไม่ปวดไม่เสียว แต่แย่หน่อยตรงที่เคี้ยวอะไรแข็งๆไม่ได้ กดแล้วปวดระบม
ผมต้องหนีจากอาการบาดเจ็บฟากซ้ายโดยการหันมาเคี้ยวอาหารด้วยฟันฟากขวานั่นเอง ซึ่งอันที่จริงแล้วฟันข้างขวาก็ไม่ได้ต่างจากข้างซ้ายสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็มีความแข็งแรงทนทานกว่าล่ะน่า
มันก็เป็นแบบนี้มาเกือบสองปีได้แล้วล่ะมั้ง ผมก็ไม่ได้ไปหาหมอฟันเสียทีเอาแต่ผัดผ่อนอยู่เรื่อย จริงๆก็เคยให้หมอที่โรงพยาบาลดูครั้งหนึ่งล่ะแต่พอได้ยินว่าต้องรักษารากฟันก็เลยปล่อยเลยตามเลยไปด้วยความเชื่อที่ว่าปวดหรือไม่ปวดสุดท้ายก็ต้องรักษาอยู่ดี งั้นก็รอให้ปวดดีกว่า...

ผมเก็บอาการไว้อยู่ช่วงหนึ่งโดยหันมาแก้ปัญหาเรื่องการเคี้ยวโดยการพึ่งฟันซีกขวาแทน
แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเมื่อฟันกรามใหญ่ด้านขวาก็มีปัญหาไม่แพ้กัน โดยมันแตกเล็กๆ พอนานเข้ารูที่แตกก็ขยายออกและลึดขึ้น หากเคี้ยวไม่ระวังอาหารอัดเข้าไปก็มีจี๊ดซี้ดล่ะครับ
ตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งปวดหนักเลยบ้วนปาก บ้วนไปบ้วนมารู้สึกได้ว่ามีของแข็งบางอย่างเล็กๆกระแทกในปากตามน้ำ พอบ้วนออกมาดูก็เห็นเป็นเศษฟัน...
ส่องกระจกดูก็พอว่าเป็นฟันกรามซี่น้อยที่ติดกับกรามใหญ่ด้านล่างขวา เท่ากับว่าผมมีปัญหาถึง 2 ซี่ในเวลาเดียวกัน...

ทีนี้ทั้งซ้ายทั้งขวาก็หนักไม่แพ้กันล่ะครับ...
ซ้ายเคี้ยวไม่ได้ ขวาพอได้แบบระวังแต่ก็เซนซิทีฟกับอุณหภูมิสูงต่ำน้ำเย็นน้ำแข็งต้องระวังหนักเป็นพิเศษ เจอเข้าไปทีสะท้านทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทนต่อไป เพราะถ้าอยู่เฉยๆไม่ปวดก็ไม่ใช่ปัญหา การเคี้ยวก็ให้ระวังหน่อยก็เป็นพอ

แต่แล้วอาการมันก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ออกอาการปวดระบมเช่นกัน ซึ่งแล้วแต่ช่วงผมก็แปลกใจเหมือนกัน อย่างบางทีสิวเป่งที่แก้วหนึ่งคางก็ปวดไปถึงฟัน หรือบางช่วงที่ใช้งานหนักกินหมูกระทะกินร้อนสลับเย็นอาการก็ออกเอาง่ายๆ

...................................................

สำหรับหมอฟันแล้วจะว่ากลัวไหม มันก็ไม่กลัวหรอกนะ กับตัวหมอไม่ได้กลัวแน่ เพราะมีช่วงหนึ่งต้องไปอุดฟันสามสี่วันติดกัน ก่อนหน้านี้ก็รักษารากฟันมาสองซี่ ฟันหน้าหนึ่ง กรามบนขวาหนึ่ง
คือพอจะเดาๆออกได้เลยว่าเวลาขึ้นเตียงทำฟันแล้วหมอจะทำอะไรบ้าง แต่เพราะอย่างนี้แหล่ะพอจินตนาการเข้าไปทีไรก็ผวาเสียทุกที วิธีที่จะไม่ทำให้คิดไปเองได้ดีที่สุดตอนทำฟันคือหลับตาครับ เอามือซ้ายประสานมือขวาไว้ที่หน้าอก ในกรณีที่กรอหรือฉีดยาชาก็จะใช้เล็บจิกเข้าที่นิ้วเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความเจ็บปวด ซึ่งก็ช่วยได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

เอาเป็นว่ามาถึงจุดนี้ผมก็รู้ตัวเองว่าไม่ได้กลัวหมอฟัน แต่ที่กลัวจริงๆคือการไปทำฟันมากกว่า...
เรื่องที่กลัวจริงๆก็คงมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือกลัวเจ็บ อย่างที่สองหนักสุดเลยกลัวจ่าย(หนัก)...

ประเด็นหลังนี่เรื่องใหญ่เลย บัตร 30 บาทนั้นเท่าที่ดูมารู้สึกว่าจะครอบคลุมแค่อุดกับถอนแล้วก็ขูดหินปูนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงรักษารากฟัน
ก่อนหน้านี้ก็เคยไปถามทางโรงพยาบาลเหมือนกัน เขาก็แนะว่าไปทำคลีนิคดีกว่า อันที่จริงโรงพยาบาลก็รักษารากฟันได้หรอก หมอก็มีประสบการณ์กันเยอะ แต่ปัญหาคือคิวนี่สิ...
รักษารากฟันจะนานหรือเร็วขึ้นอยู่กับฟันครับ ถ้าฟันหน้าก็เร็วหน่อย 2 ราก ถ้าฟันกรามก็มากขึ้น 4 ราก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับตัวคนไข้ด้วยว่าการฟื้นตัวดีแค่ไหน มีอาการแทรกซ้อนหรือเปล่า รักษาครั้งหนึ่งๆก็หลายเดือนอยู่ล่ะครับ
หลายครั้งที่ไปทำฟันที่โรงพยาบาลตอนนัดคิวนี่ก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่าทำไมทางพยาบาลที่เคาน์เตอร์ถึงแนะให้ไปคลีนิก... คิวยาวเป็นหางว่าว ขนาดว่าไปนอกเวลาราชการนะนั่น...

ขึ้นชื่อว่าฟันกรามปวดนี่ ถ้าไปแต่เนิ่นๆก็ไม่มีอะไรมากอุดก็จบ แต่ส่วนใหญ่จะใจแข็งอดทน ครั้นตัดใจไปหาหมอฟันก็มักสายเกินไป และทางเลือกที่จะได้รับมีอยู่เพียงสองช้อยส์คือ คุณจะรักษารากฟันหรือถอน...
ปกติถ้าเป็นซี่ที่ไม่สำคัญหรือซี่ที่มีความเสี่ยงต่อการผุสูงผมก็มักตัดใจถอน แต่อย่างไรเสียฟันกรามต้องเก็บไว้เคี้ยวอาหารยังไงก็ต้องเก็บไว้ล่ะครับ คำตอบสุดท้ายที่ให้กับหมอก็คือรักษารากฟันอย่างไม่มีทางเลี่ยง
บางครั้งก็อดนึกเสียดายไม่ได้ หมอฟันท่านก็บอกมาเหมือนกันว่าถ้ามาแต่แรกก็ไม่ต้องรักษาแล้วแค่อุดก็อยู่ แต่คนที่มีประสบการณ์แบบนี้บางทีก็ทำใจลำบากที่จะไป ยิ่งไม่ค่อยมีเงินติดตัวนี่ยิ่งไปใหญ่ แต่หลักๆแล้วก็มาจากผวานี่แล

...................................................

เอาล่ะ กลับมาเรื่องฟันเจ้าปัญหาต่อ...
เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อเช้ามืดอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2549 ตอนเวลา 03.15 น.
วันนั้นผมได้เปิดไฟเดินออกไปหลังบ้านเพื่อหาอะไรกินยามดึก คือผมนอนค่อนข้างผิดเวล่ำเวลา นอนซะเก้าโมงเช้าตื่นซะบ่ายสามเป็นประจำ

คืนนี้ผมก็มาหาอะไรกินตามปกติเหมือนทุกๆวันที่เคยเป็นมา ก็จัดการทำเมนูง่ายๆสะดวกรวดเร็วโดยการต้มมาม่ากิน
สิบนาทีหลังออกมาหลังบ้าน มาม่ารสต้มยำร้อนฉุยหอมกรุ่นก็อยู่ในถ้วยใบใหญ่ ผมก็จัดการปรุงน้ำปลาน้ำตาลตามความชอบไป กลิ่นหอมจากเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งกระตุ้นความหิวและอยากอาหารได้เพิ่มเป็นเท่าตัว

แต่ความอร่อยนั้นก็แสนสั้น...
หลังจากที่มาม่าเข้าปากไปได้ประมาณ 4-5 คำ พลันนั้นความรู้สึกเสียวแปล๊บก็พุ่งแทงเข้าไปในเหงือกตรงช่วงซี่ฟันที่แตก ซึ่งก็คือฟันกรามน้อยซี่ที่ 4 นับจากด้านหลังมา อยู่ด้านล่างขวา...
ความรู้สึกที่จี๊ดนั้นหากจะบอกว่าเหมือนโดนสว่างเจาะเข้าไปในเหงือกก็คงไม่เว่อร์เกินจริง อะไรที่เกี่ยวกับระบบประสาทนี่นอกจากจะว่องต่อสัมผัสแล้วยังสื่อได้อย่างเจ็บปวดที่สุดเลยล่ะ

เมื่ออาการปวดไม่หยุด มาม่ามื้อนั้นกร่อยไปในที่สุด

ผมกลับมานั่งเล่นคอมต่อหมายจะให้ง่วงแล้วค่อยหลับ แต่ก็ทำไม่ได้ มันปวดจี๊ดตุ๊บๆที่ฟันซี่นี้ตลอด หลังจากปวดก็จะทุเลาลงสัก 2-3 นาที จากนั้นก็กลับมาปวดใหม่วนลูปไม่รู้จบ...
คุณเชื่อไหมว่าผมปวดหนักขนาดที่ว่าตบแก้มตัวเองยังเจ็บน้อยกว่า พาราสองเม็ดหลังมาม่าครึ่งถ้วยไม่ช่วยให้อาการบรรเทาลงเลย ไม่ว่าจะฝืนข่มตายังไงแต่ความเจ็บปวดก็กระทุ้งให้ตาเบิกอยู่ร่ำไป

มันเป็นคืนที่ทรมานที่สุดคืนหนึ่งในชีวิตผมเลยทีเดียว...
ครางเป็นหมา... คำกล่าวประชดนี้ผมได้สัมผัสกับตัวเองแบบชัดเจนที่สุดก็วันนี้เอง แรงปวดบางครั้งทำให้ถึงกับเอาหน้าซุกหมอกแล้วบ่นอู้อี้ออกมาไม่เป็นภาษา

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่าความเจ็บปวดที่ทรมานที่สุดที่เคยเจอมามีอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือปวดท้อง สองคือปวดฟัน คนไม่เคยเป็นอาจมองว่าออกอาการโอเว่อร์เกินไป มันเป็นความเจ็บปวดที่คนที่เคยเจอเท่านั้นที่จะรู้จริงๆ
แล้วผมต้องขอเพิ่มอีกคำกล่าวว่าปวดหัวปวดแขนปวดขาคุณอาจหนีหมอแล้วรักษาเองตามอาการไปได้ แต่ปวดฟันนี่หนีไม่พ้นแน่ๆท้ายที่สุดก็ต้องไปหาด้วยความเต็มใจเลยล่ะ

ผมทนปวดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หกโมงเช้าพาราอีก 2 เม็ดถูกกินเติมเข้าไป แต่ก็ไม่อาจลดอาการปวดได้
ผมตาสว่างนั่งดูการ์ตูนจนจบเกือบสิบโมง อาการจึงทุเลาลงบ้าง แล้วประสาทที่อ่อนล้าก็ส่งให้ผมหลับได้ในที่สุด

ตกเวลาสี่โมงเย็นผมถูกปลุกตื่นแล้วไปหาหมอฟันในที่สุด
ที่สุดแล้วฟันซี่ปัญหาก็ถูกรักษารากฟันตามคาด แต่ในอารมณ์นั้นแล้วจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ จริงถ้าถามใจคืนนั้นว่าถอนเอาไหม ผมคงตอบว่าเอาไปแล้วถึงแม้ซี่นี้จะใช้ร่วมกับการเคี้ยวก็เถอะ...
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมทอม แฮงค์ในหนังเรื่อง Cast Away ถึงกล้าเอาลิ่มแทงเหงือกถอนฟันตัวเอง...

...................................................

ชะตาของฟันกรามน้อยหลังจากรักษารากฟันก็คือครอบฟันต่อครับ ความเจ็บปวดแบบแสนสาหัสก็ยุติลงบริบูรณ์
แต่เรื่องฟันของผมยังไม่จบแค่นั้น คึอเวลานั้นทุกอย่างก็เป็นใจมีคนออกเงินค่ารักษา แล้วก็ไปหาหมอแบบต่อเนื่องแล้ว ผมจึงถือโอกาสจัดการฟันซี่ที่เหลือ

ฟันกรามในซ้ายด้านบนที่ว่าแตกมานานนี่ก็รักษารากฟันเช่นกัน ในตอนแรกหมอฟันมองว่าอาการหนักอาจต้องถอน
จริงๆแล้วผมก็ไม่แปลกใจหรอกนะที่หมอจะคิดว่ามันอาจไปไม่รอด ตอนที่หมอใช้เครื่องมือเป่าลมพ่นเข้าไปผมได้กลิ่นเลือดเหม็นเน่าตีย้อนเข้าจมูกตัวเอง นึกทำใจเหมือนกันเพราะมันเป็นรู จุดที่แปลงฟันไปไม่ถึง ไหมขัดฟันเข้าไม่ได้ บ้วนน้ำก็อาจลงไม่สุด
แต่หลังจากลองดูสภาพอย่างละเอียดและเอ็กซ์เรย์แล้วก็ปรากฎว่าสภาพยังไปไหว ก็จัดการรักษารากฟันตามๆกันไปเป็นคิวต่อมา

นอกจากนี้ฟันกรามติดกันด้านในก็ต้องอุดอีกหนึ่งซี่ กรามน้อยยาวมากถึงฟันหน้ารวมอีกสี่ซี่ที่เริ่มผุก็ถูกจัดการไปในเวลาต่อมา
ก็ระวังกันไว้ก็ดีนะครับสำหรับคนที่เศษอาหารชอบไปติดฟันกรามแล้วแปลงไม่ออก ไหมขัดฟันช่วยได้เยอะเลย หากไม่ระวังผลที่ตามมาก็คือฟันผุแบบคู่ที่ขนาบเศษอาหารนั่นเลยครับ... บทเรียนนี้เจ็บปวดจริงๆ...

เสาร์ที่ 18 ส.ค. 2550 ผ่านมานี่เป็นวันท้ายสุดของการทำฟันหลังจากที่มาราธอนต่อเนื่อง ถือเป็นการรักษาฟันที่กินเวลายาวเกือบครบปี ฟันถูกรักษารากไป 2 ซี่ หนึ่งในนั้นต้องทำครอบ และอุดอีก 5 ซี่
แล้วความสุขในการกินก็กลับมาอีกครั้ง สุขในการกินใดจะเท่ากับการเคี้ยวอาหารได้สองข้างโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรกดให้เจ็บแปล๊บขึ้นมาอีก ก็หวังว่าคงไม่มีเหตุต้องไปหาหมอฟันอีกพักใหญ่ล่ะนะ

เรื่องนี้สอนสัจธรรมในคำพังเพยว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ได้ดีจริงๆ


ถ้าปวดก็รีบไปหาหมอแต่เนิ่นล่ะครับ อย่าให้ปวดหนักไม่งั้นอาจโดนหนักแบบผมก็ได้
ด้วยความเป็นห่วงและหวังดีครับผม


2007/Jul/26

สืบเนื่องมาจากการได้ไปอ่านกระทู้ที่ทางหนังเรื่องตั๊ดสู้ฟุตออกมายอมรับว่ามีคำหยาบในตลก
สืบเนื่องมาจากกระทู้ที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมไปบ่นดีเจในรายการหนึ่งว่าใช้คำหยาบไม่เหมาะสม

ก็จริงๆเหมือนจะไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เรื่องเดิมๆ แต่พอดีว่าไปสะกิดใจกับคอมเม้นต์เข้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและไม่ยอมรับความจริงกัน (คงไม่ต้องบอกล่ะนะว่าเวปไหน)

ไม่ชอบก็ไม่ต้องดู ไม่ชอบก็ไม่ต้องฟัง ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้ประโยคคำพูดแบบไม่รับผิดชอบเช่นนี้เยอะแยะครับ...
จริงๆผมว่าเด็กบางคนสมัยนี้นอกจากไม่รู้จักยอมรับผิดแล้ว ยังไม่รู้จักแยกแยะอะไรใช่ไม่ใช่ด้วยล่ะนะ

ไอ้ประเด็นคำหยาบในหนังละคร หนังสือ บทความนิตยสารนี่เห็นวิจารณ์กันมานักต่อนักแล้ว ส่วนใหญ่ตัวผู้นำเสนอมักจะรู้ตัวและยอมรับคำติติงกัน แต่แย่หน่อยที่มีเด็กบางคนมาตีน้ำให้ขุ่นด้วยคำประชดประชันแบบนี้ทำให้ภาพลักษณ์เลวร้ายกว่าเดิม
ก่อนที่จะประชดแบบนั้นก็ต้องถามก่อนว่าแยกระหว่างเรื่องที่ลับกับเรื่องสาธารณะเป็นไหม?

พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าตัวผมไม่พูดคำหยาบหรอกนะ พวกคำมึงกูอะไรเทือกนี้ผมก็พูดเหมือนกัน แต่ก็พูดกับเพื่อนสนิทเท่านั้นล่ะ แน่นอนว่าพูดกับผู้ใหญ่ คนทั่วไปสาธารณะก็จะใช้คำที่เบาลงอีกลักษณะหนึ่ง
สิ่งพวกนี้มีกันได้แต่ต้องถามว่ามันถูกกาลเทศะไหม?
ต้องเข้าใจว่าเส้นแบบเขตระหว่างคนตรงกับปากหมานั้นบางแค่เอื้อมครับ สิ่งที่ชี้วัดว่าคนๆนั้นเป็นคนพูดตรงขวานผ่าซากหรือไม่นั้นก็คือกาลเทศะครับ

ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบเหมือนกันที่มีการพูดจาหยาบคายออกที่สาธารณะ สังเกตว่าคนสมัยนี้ค่อนข้างใช้ภาษารุนแรง ไม่ต้องให้พูดถึงเกมออนไลน์ที่มีเกรียนจำนวนมากโลดแล่นเลย นักเลงคีย์บอร์ดเยอะมากจริงๆ
ไอ้ที่ว่าไม่หยาบแล้วไม่ขำน่ะก็มีส่วนครับเพราะคำหยาบมันบาดลึกไปในใจแต่ละคนแล้ว แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะใช้คำหยาบสำหรับทุกคำพูดแม้กระทั่งคำทัก อีเหี้ย ไอ้ควาย อีสัดพวกนี้ ไม่ทราบว่าขำกันตรงไหน? ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ขำล่ะ คำหยาบแล้วขำน่ะลึกๆแล้วผมว่ามันสะท้อนความดิบในใจเราเหมือนกันนะครับ
ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องประเด็นการดูถูกกันเท่าไหร่ เดี๋ยวจะยาว ตัดข้ามมาที่ตัวอย่างดีกว่า ขอยืนยันว่าตลกจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องหยาบก็ขำได้ ป๋าต๊อกเองก็เคยปั้นตลกแล้วสอนให้ไม่หยาบกัน ชวนชื่นคาเฟ่ที่ออก TITV ก็เป็นตัวอย่างที่งามโดยการณรงค์เล่นตลกแบบไม่ใช้คำหยาบ และผมก็เห็นว่าขำดีนะ
ตัวอย่างรายการวิทยุดีๆก็อย่างช็อคเอฟเอ็มของดีเจป๋องครับ ชื่นชมเจ้าตัวมากที่รณรงค์ไม่ใช้คำหยาบ ขนาดเวลาเล่ายังแทบไม่มีใครใช้มึงกูเลย ถ้าจะมีใครใช้คนเล่ามักออกตัวขอโทษก่อนใช้ด้วยซ้ำ ซึ่งการได้ฟังรายการผีแบบนี้ก็ทำให้ผมเข้าใจว่าแม้แต่เรื่องเล่าสยองขวัญไม่จำเป็นต้องหยาบมันก็น่ากลัวได้ อยู่ที่ลูกเล่นการนำเสนอของผู้เล่าและเสียงประกอบมากกว่า
ทอร์คโชว์อย่างเดี่ยวไมโครโฟนของโน๊ตอุดมก็มีเหมือนกันที่เล่าเรื่องโดยมีภาษามึงกู แต่ก็แค่ในเรื่อง พอเล่าจบแล้วหันมาเล่นกับผู้ชมก็ใช้คุณ ท่าน ผม ต่อผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร
แม้แต่นิยายเองก็เคยมีการตั้งกระทู้ถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องใช้คำหยาบ คำตอบก็คือไม่ซะเสมอไปครับ พวกนี้มีลูกเล่นอีกเยอะ ถ้าไม่ใช่แนวสะท้อนสังคมหรือนำเสนอเรื่องจริง ใช้คำเลี่ยงคือเน้นบรรยายบุคลิกตัวผู้พูดก็แทนได้เยอะ

อันที่จริงแล้วมี ความเห็นหนึ่งกล่าวว่าอย่ามาว่าแต่หนังไทยนะ หนังฝรั่งก็มีพูดเหมือนกัน อันนี้ไม่เถียงครับ แต่ภาษาเขาก็หลายความหมายนะครับ ถ้าแปลมาเป็นภาษาไทยให้ถูกก็ยิ่งไม่ต้องห่วง
ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเรื่องแบล็ค ฮว็อค ดาวน์ หนังสงครามที่ผมชอบมากๆเรื่องหนึ่ง... เรื่องนี้ถ้าฟังแบบหนังซับจะเห็นมี ฟัค ทั้งเรื่องเลยครับ แต่เป็นในรูปแบบการอุทานมากกว่าซึ่งพอเป็นซับหรือแปลไทยก็จะเลี่ยงมาใช้คำที่เบาลงอย่าง ไอ้บ้า ไอ้เวร บรรลัย มากกว่าที่จะเป็นคำว่าไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ชิบหาย จันไร แบบโจ่งแจ้งในหนังไทยบางเรื่อง
ผมไม่เคยเจอนะหนังฝรั่งที่แปลฟัคว่าไอ้ควยน่ะ ไม่เคยจริงๆ แต่สำหรับมุกตลกในประเทศน่ะเจอประจำเลย หนังก็ออกไปในทางใกล้เคียงที่ระดับความรุนแรงนี้ก็เยอะ

คงปฎิเสธไม่ได้ว่าโลกเปลี่ยน
สมัยผมยังเด็กหนังวัยรุ่นแสบๆยังใช้เรา นายอยู่เลย แต่บทร้ายมันก็ร้ายจริงๆนะ ไม่ต้องใช้คำหยาบผมดูแล้วยังเกลียดคาแรกเตอร์นั้นเลย
ก็อย่างว่ายุคสมัยเปลี่ยน มีการเปิดเผยมากขึ้น คำพวกนี้เลยระบาด ไปทุกวงการหัวระแหง จนเป็นที่มาของการเลี่ยงบาลีว่าไม่ชอบก็ไม่ต้องยุ่ง
ต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งที่ผ่านช่องทางที่เรียกว่า 'สื่อ' นั้นล้วนมีผลกระทบต่อสังคมทั้งนั้น

อย่างว่าล่ะครับกาลเทศะนั้นสำคัญ คำหยาบไม่ใช่ว่าไม่มีไม่ได้เลย มีน่ะได้แต่ควรใช้ให้ถูกที่ แล้วไม่ใช่ว่าใช้กันทั้งเรื่อง นึกแล้วสงสารตลกยุคแรกๆที่ถูกเรียกว่าจำอวดหน่อยก็ดีนะครับ ท่านที่เสียไปคงเสียใจไม่น้อยที่มุกตลกคลาสสิกปัจจุบันเกิดจากคำหยาบที่พวกเขาพยายามไม่ใช้กัน
แต่ก็ต้องขอชมตลกหลายคณะและดีเจหลายท่านที่มีส่วนช่วยรณรงค์ให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปในทางที่ควรจะเป็น สังคมไทยควรมีกาลเทศะและสัมมาคารวะครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบตลกคณะโน๊ตเชิญยิ้มเป็นพิเศษ ผมมีเทปเป็นช่วงๆก็เห็นพัฒนาการตั้งแต่ยุคแรกๆ(ยังหนุ่ม) ยุคกลางๆ ยันยุคปลาย แม้กระทั่งทำรายการโทรทัศน์
ตลกพรสวรรค์คนนี้มีหลายคาแรกเตอร์มากครับ (อย่างไรก็ตามผมขอตัดประเด็นพิธีกรออกนะครับเพราะคุณโน๊ตนั้นเป็นพิธีกรหรือกรรมการตัดสิน(ตีสิบ) ที่ยิงมุกตลกออกทีวีได้ค่อนข้างฮาและสุภาพคนหนึ่งครับ ประเด็นคำหยาบนั้นขอพูดถึงแต่ตอนแสดงตลกนอกจอแทน...)
โดยส่วนตัวผมมองในการแสดงตลกตามร้านอารหารนั้นก็ถือว่าเขาเป็นตลกคำหยาบคนหนึ่งเหมือนกันในยุคหลังๆ แต่คำหยาบสำหรับตลกนั้นผมว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะต้องมองว่าตลกเล่นที่ไหน? คำตอบคือคาเฟ่ แล้วคาเฟ่ใครไปดู? ก็ผู้ใหญ่มีเงินจ่ายค่าอาหาร และแน่นอนว่าถ้าผู้ใหญ่รู้เรื่องมาดูกันเยอะก็ไม่มีปัญหาเรื่องคำพวกนี้(แม้จะมีลูกเด็กเล็กแดงมาบ้างก็น้อยล่ะ) หากจะเป็นการพูดเพื่อเน้นอารมณ์การนำเสนอก็คงไม่ผิด ประเด็นนี้ล่ะที่จะอ้างว่าไม่ชอบก็ไม่ต้องดูก็ได้ เพราะไม่ใช่ที่สาธารณะ เป็นที่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าไป แล้วส่วนใหญ่เด็กเขาวนชนไม่เข้า
ประเด็นไม่ใช่แค่นี้ครับ การอัดวีดีโอของตลกบางครั้ง ถ้าคุณเป็นคนชอบดูตลก จะเจอซีนหลุดๆเหมือนกันที่ตลกจะแซวๆว่า 'ดูด' ออกทีนะ ดูดที่ว่าก็คือการเซนเซอร์คำหยาบครับ วีซีดียุคหลังนี้ก็มีเหมือนกันที่เอาวีดีโอมาอัดลงแผ่น แล้วบางมุกก็โดนดูดจริงๆครับ

เห็นไหมล่ะครับไม่ใช่ว่าเขาไม่รับผิดชอบนะ คนกระทำเขารับผิดชอบ แต่น่าเสียดายที่เด็กบางคนกลับเห็นผิดเป็นชอบแล้วเถียงด้วยเหตุผลที่เรียกได้ว่าคนละเรื่องกันเลย

คำหยาบนั้นไม่ใช่สิ่งผิด ไม่ผิดกฎหมายหากไม่เอาไปว่าใครหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ในแง่ของการพูดคำหยาบผ่านสื่อแม้ไม่มีผลกระทบโดยตรง แต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมที่จะไปฟอกจิตใจของเด็กๆที่กำลังเรียนรู้ให้ดำมืดได้โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว ว่าก็ว่าเถอะนะหัวอกพ่อแม่ร้อยทั้งร้อยก็อยากให้ลูกสุภาพเรียบร้อยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากให้ลูกตัวเองพูดมึงกูไอ้เหี้ยไอ้สัตว์ผ่านหน้าผ่านตากันหรอก

สรุปคือสิ่งใดๆที่เข้าสู่สาธารณะมีคนจับต้องได้ทั้งแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แล้วจะมีผลกระทบใดๆต่อผู้คนแล้ว... ทุกสิ่งทุกคำพูดทุกการแสดงออกล้วนต้องมีความรับผิดชอบในตัวครับ บ้านเมืองนี้ไม่ได้มีกันอยู่กลุ่มเดียว แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มคน หลายเพศ หลายวัย กาลเทศะคือสิ่งสำคัญ
ฉะนั้นการอ้างว่าไม่ชอบไม่ต้องฟัง ไม่ชอบไม่ต้องดูนี่คือการพูดแบบหนีความจริงไม่รับผิดชอบครับ ถ้าอยากจะหยาบก็เชิญหยาบแต่ในกลุ่มกันเองไปเถอะ ไม่ต้องเอามาปาเปื้อนให้คนอื่นๆครับ

เพราะจริงๆแล้วไม่ต้องให้ว่าไม่ชอบไม่ต้องฟังหรอก ผมเองก็ไม่ได้อยากจะฟังมันให้เป็นเสนียดหูนักหรอก แต่บางครั้งอยู่ดีๆของมันกระแทกมาเองนี่หว่า ไม่ขอบ่นแสดงสิทธิ์ก็ไม่ได้ซะล่ะมั้ง...


edit @ 2007/07/26 15:02:20